News Logo
หน้าแรก
‘นพ.สรณ’แถลงจะทำหน้าที่ประธานกสทช.ต่อ แม้ศาลปค.สูงสุดชี้พ้นตำแหน่งแล้ว

‘นพ.สรณ’แถลงจะทำหน้าที่ประธานกสทช.ต่อ แม้ศาลปค.สูงสุดชี้พ้นตำแหน่งแล้ว

2 ก.ย. 2569 15:39
ผู้ชม 65 คน

‘นพ.สรณ’แถลงยังจะทำหน้าที่ประธาน กสทช.ต่อ เรียกร้องให้กรรมการกลับมาร่วมประชุม แม้ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่าพ้นตำแหน่งแล้ว ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงถือเป็นผู้ได้รับความเสียหาย จึงมีคำสั่งรับคำฟ้องที่ขอให้ถอนคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ

 สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 กรณีศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งที่ 952/2569 กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ฟ้องคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.ไว้พิจารณานั้น

 รายข่าวจากศาลปกครองสูงสุดแจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับหมายแจ้งกำหนดนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล  ศาลจึงงดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว และได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบทางระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์

 ทั้งนี้ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องในคดีที่นพ. สรณ  บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.(ผู้ถูกฟ้องคดี) ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. เนื่องจากยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 8มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

  คำสั่งศาลปกครองศูงสุดระบุว่า โดยคำวินิจฉัยที่พิพาทดังกล่าว อ้างข้อเท็จจริงว่า หลังจากวุฒิสภาได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ประธานวุฒิสภาได้มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบฯ ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 18ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ภายในวันที่ 11 มกราคม2565  ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือและหลักฐานต่างๆ ที่รับรองว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภาแล้ว  ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 ว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ตามที่เสนอ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565  เป็นต้นไป

 คำสั่งศาลปกครองระบุว่า แต่ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช.แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนหลายกรณีแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ในห้วงเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) และ (3) ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

  คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และโดยที่คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าใช้อำนาจตามมาตรา 15/1 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม  พ.ศ. 2553  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 วินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีว่า การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 18 ซึ่งความตอนท้ายของมาตรา 18 นั้น กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้ จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้

 “เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) คือ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช.ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่า 4 คน โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการ วิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก “คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุ

 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ดังนั้น คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา

 รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตามหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่นพ.ยังจะยังปฏิบัติหน้าที่ ประธาน กสทช.ต่อไป โดยมีการเผยแพร่คำแถลงของประธาน กสทช. ระบุว่า “ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาในวันนี้ เกี่ยวกับกรณีที่มีข้อพิพาทในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาตินั้น ผมขอน้อมรับและเคารพคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด และขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรม ที่ได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดถือกฎหมาย ความสุจริต และประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ แม้จะมีข้อโต้แย้งหรือความเห็นที่แตกต่างกัน ผมเห็นว่าทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรม และให้ข้อยุติทางกฎหมายเป็นหลักในการเดินหน้าต่อไป”

 “จากนี้ไป สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่คือการทำให้ กสทช. สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ มีเอกภาพ และเดินหน้าพิจารณาภารกิจสำคัญที่ยังรอการดำเนินการ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ประเทศชาติ และประโยชน์สาธารณะ”

 “ผมจึงใคร่ขอความร่วมมือจาก กสทช. ทุกท่าน ให้กลับมาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมการประชุม กสทช. โดยพร้อมเพรียงกัน โดยขอให้เราวางข้อขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างกันไว้เบื้องหลัง และกลับมาทำหน้าที่ตามที่กฎหมายมอบหมายให้ดีที่สุด ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ กสทช. ทุกท่าน โดยเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง รับฟังซึ่งกันและกัน และยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง”

 “วันนี้จึงไม่ควรเป็นวันที่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ควรเป็นวันที่ กสทช. กลับมาร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง”

 “ผมขอขอบคุณ กสทช. ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ตลอดจนประชาชนและสื่อมวลชนทุกท่าน และขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ เป็นธรรม และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายต่อไป  ขอบคุณครับ”คำแถลงของนพ.สรณระบุ

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อดีตทนาย' แจ้งความชาวบ้านศรีสะเกษ ปมเอาผิด 'นายกเฮง' เบี้ยวเงินโกงสอบ
'อดีตทนาย' แจ้งความชาวบ้านศรีสะเกษ ปมเอาผิด 'นายกเฮง' เบี้ยวเงินโกงสอบ