‘นพ.สรณ’แถลงยังจะทำหน้าที่ประธาน กสทช.ต่อ เรียกร้องให้กรรมการกลับมาร่วมประชุม แม้ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่าพ้นตำแหน่งแล้ว ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงถือเป็นผู้ได้รับความเสียหาย จึงมีคำสั่งรับคำฟ้องที่ขอให้ถอนคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 กรณีศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งที่ 952/2569 กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ฟ้องคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.ไว้พิจารณานั้น
รายข่าวจากศาลปกครองสูงสุดแจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับหมายแจ้งกำหนดนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลจึงงดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว และได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบทางระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องในคดีที่นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.(ผู้ถูกฟ้องคดี) ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. เนื่องจากยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 8มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
คำสั่งศาลปกครองศูงสุดระบุว่า โดยคำวินิจฉัยที่พิพาทดังกล่าว อ้างข้อเท็จจริงว่า หลังจากวุฒิสภาได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ประธานวุฒิสภาได้มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบฯ ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 18ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ภายในวันที่ 11 มกราคม2565 ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือและหลักฐานต่างๆ ที่รับรองว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภาแล้ว ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 ว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ตามที่เสนอ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป
คำสั่งศาลปกครองระบุว่า แต่ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช.แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนหลายกรณีแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ในห้วงเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) และ (3) ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และโดยที่คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าใช้อำนาจตามมาตรา 15/1 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 วินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีว่า การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 18 ซึ่งความตอนท้ายของมาตรา 18 นั้น กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้ จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้
“เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) คือ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช.ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่า 4 คน โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการ วิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก “คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุ
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ดังนั้น คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา
รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตามหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่นพ.ยังจะยังปฏิบัติหน้าที่ ประธาน กสทช.ต่อไป โดยมีการเผยแพร่คำแถลงของประธาน กสทช. ระบุว่า “ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาในวันนี้ เกี่ยวกับกรณีที่มีข้อพิพาทในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาตินั้น ผมขอน้อมรับและเคารพคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด และขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรม ที่ได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดถือกฎหมาย ความสุจริต และประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ แม้จะมีข้อโต้แย้งหรือความเห็นที่แตกต่างกัน ผมเห็นว่าทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรม และให้ข้อยุติทางกฎหมายเป็นหลักในการเดินหน้าต่อไป”
“จากนี้ไป สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่คือการทำให้ กสทช. สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ มีเอกภาพ และเดินหน้าพิจารณาภารกิจสำคัญที่ยังรอการดำเนินการ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ประเทศชาติ และประโยชน์สาธารณะ”
“ผมจึงใคร่ขอความร่วมมือจาก กสทช. ทุกท่าน ให้กลับมาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมการประชุม กสทช. โดยพร้อมเพรียงกัน โดยขอให้เราวางข้อขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างกันไว้เบื้องหลัง และกลับมาทำหน้าที่ตามที่กฎหมายมอบหมายให้ดีที่สุด ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ กสทช. ทุกท่าน โดยเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง รับฟังซึ่งกันและกัน และยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง”
“วันนี้จึงไม่ควรเป็นวันที่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ควรเป็นวันที่ กสทช. กลับมาร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง”
“ผมขอขอบคุณ กสทช. ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ตลอดจนประชาชนและสื่อมวลชนทุกท่าน และขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ เป็นธรรม และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายต่อไป ขอบคุณครับ”คำแถลงของนพ.สรณระบุ




