News Logo
หน้าแรก
3 กสทช.ย้ำ'หมอสรณ'พ้น ปธ.หลังศาลปค.ฯรับคำฟ้องไม่คุ้มครอง-จี้ประชุมด่วน

3 กสทช.ย้ำ'หมอสรณ'พ้น ปธ.หลังศาลปค.ฯรับคำฟ้องไม่คุ้มครอง-จี้ประชุมด่วน

3 ก.ย. 2569 15:27
ผู้ชม 55 คน

3 กสทช. ย้ำปมศาลปกครองสูงสุดรับฟ้อง 'หมอสรณ' แต่ไม่คุ้มครองชั่วคราว เป็นข้อบ่งชี้พ้นสถานะประธาน จี้ 6 กรรมการที่เหลือทำงานต่อ  ขณะประธานสั่งงดประชุม อ้างติดภารกิจ ทำ 3 กสทช.ยื่นเรื่องขอสำนักงานนัดประชุมด่วนพรุ่งนี้ เตือนองค์กรหยุดชะงัก-ขาดความเชื่อมั่น หากไม่ยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม 

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวสืบเนื่องจากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 พลิกคำตัดสินของศาลปกครองกลาง โดยสั่งให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ไว้พิจารณา ในคดีที่ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ชี้ขาดว่าตนเองขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง

 ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ก่อนการเข้าร่วมประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ได้มีเสียงตามสายแจ้งในบริเวณว่าไม่มีการประชุมตามปกติ เนื่องจากประธาน กสทช.ติดภารกิจ ทำให้มีการนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 9 กันยายน 2569

ทางด้านของ 3 กรรมการ กสทช. นำโดย นางพิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และนายศุภัช ศุภชลาศัย ได้เปิดเผยและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานและการทำงานร่วมกันภายในบอร์ดหลังจากนี้ โดยยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการประชุมของกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน เพื่อเดินหน้าภารกิจขององค์กรที่หยุดชะงักมาเป็นระยะเวลานาน

โดย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวย้ำถึงเจตนาของกรรมการทั้งสามคนที่จะเดินหน้าจัดการประชุมเช่นเดิม และได้มีการทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อย้ำถึงความจำเป็นในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ออกมาเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด: ยืนยันสถานะ "พ้นตำแหน่ง" ไม่คุ้มครองชั่วคราว

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ได้อธิบายถึงสาระสำคัญของคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ออกมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ซึ่งได้สร้างความเข้าใจที่ชัดเจนในสถานะของประธาน กสทช. โดยศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งรับคำฟ้องของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไว้พิจารณาตามสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่งนั้น ถือเป็นเหตุให้ นพ.สรณ ต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรค 5 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ. กสทช.) โดยถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 8 และทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ได้ต่อไป ซึ่งข้อนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด

ที่สำคัญคือ ศาลไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่อย่างใดที่จะให้ นพ.สรณ สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ได้ ซึ่งหมายความว่าสถานะการพ้นจากตำแหน่งยังคงมีผลตามกฎหมาย คำสั่งศาลยังระบุไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า เพื่อให้การดำเนินงานของ กสทช. สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

จากคำสั่งศาลดังกล่าว พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่าตนจึงได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานะล่าสุด และมีความเห็นเพิ่มเติมว่า คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุดแล้ว เนื่องจากไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมาเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยนั้น

 นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังได้สรุปว่า นพ.สรณ ได้พ้นจากตำแหน่งและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อประโยชน์ในการบริการสาธารณะด้านกิจการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ซึ่งต้องดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ยังได้เสริมว่า ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ทางนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว และทางรองนายกรัฐมนตรีได้ให้ข่าวว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่รับฟ้อง นพ.สรณ นั้น ยังไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้พ้นตำแหน่ง และรัฐบาลยังคงดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ จึงได้ย้ำขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดประชุมเฉพาะกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาและสอดคล้องตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้องค์กร กสทช. สามารถทำหน้าที่ได้ตามกฎหมายและหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 พร้อมทั้งขอร้องไม่ให้สำนักงานฯ ทำหน้าที่เพื่อคนใดคนหนึ่ง หรือบุคคลที่ขาดความชอบธรรมแล้ว และไม่ดำเนินการตามกฎหมาย จนทำให้องค์กรเสียหายและไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง หรือหยุดชะงักมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเสนอให้มีการจัดประชุมโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นในวันพรุ่งนี้ (4 กันยายน) เวลา 9.30 น.

กสทช. ต้องเดินหน้า: ภารกิจเร่งด่วนเพื่อบริการสาธารณะ

นางพิรงรอง รามสูต ได้ให้ความเห็นเสริมว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ออกมาเมื่อวานนี้ถือเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง และสอดคล้องกับแนวทางทางกฎหมายที่กลุ่มกรรมการยืนยันและปฏิบัติมาโดยตลอดนับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ได้รับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในประเด็นคุณสมบัติของ นพ.สรณ โดยศาลได้ยืนยันว่า นพ.สรณ ได้พ้นจากการเป็นกรรมการ กสทช. และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้นับตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่ของ กสทช. ได้เซ็นรับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าว

นางพิรงรอง ได้เน้นย้ำถึงหน้าที่และความจำเป็นเร่งด่วนของกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ที่จะต้องร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และจัดให้มีการประชุมเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจากการให้บริการสาธารณะด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันในปัจจุบัน เนื่องจากยังมีเรื่องเร่งด่วนสำคัญมากมายที่รอการพิจารณา เช่น แผนแม่บททีวีดิจิทัล ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องทางสังคมที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออธิปไตยด้านข่าวสารของประเทศ หากปล่อยให้ทีวีดิจิทัลค่อยๆ ตายไป และแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้ามามีบทบาทเหนือกว่าในเรื่องการสื่อสารสาธารณะ ประเทศไทยจะขาดอธิปไตยด้านข่าวสารโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว

นางพิรงรองกล่าวว่า ตนเองก็ได้ทำหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการ กสทช. เพื่อขอให้จัดประชุมโดยเร็วที่สุด โดยได้เสนอเวลา 9.30 น. ของวันพรุ่งนี้ (4 กันยายน) และจะรอพบกับรักษาการเลขาธิการฯ เพื่อพูดคุยให้ได้ความชัดเจนในเรื่องนี้ โดยยืนยันว่าการนัดประชุมควรจะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดสำหรับกรรมการทั้ง 6 คนที่เหลืออยู่

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการที่ นพ.สรณ ได้นัดประชุมในวันที่ 9 กันยายนนั้น นางพิรงรองกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการตีความว่า นพ.สรณ ยังเป็นประธานอยู่หรือไม่ หากท่านน้อมรับในคำสั่งของศาลตามที่ได้มีการนำเสนอผ่านสื่อ ก็จะต้องเป็นไปตามที่ศาลระบุให้กรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เพื่อให้การบริการสาธารณะเดินหน้าและไม่ชะงักงันอย่างที่กำลังเป็นอยู่

ไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะ แต่คือการทำตามกฎหมาย

นายศุภัช ศุภชลาศัย ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การที่ศาลรับฟ้อง นพ.สรณ นั้นเป็นสิทธิ์ของผู้ฟ้อง และศาลได้ชี้แจงเหตุผลในการรับฟ้องอย่างชัดเจน สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ศาลได้ยืนยันแนวทางที่กลุ่มกรรมการทั้งสามท่านได้ยืนยันมาตลอดนับตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม นั่นคือ การที่กรรมการบางคนไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ซึ่งศาลได้ยืนยันแนวทางนี้แล้ว

นายศุภัช เน้นย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของใครแพ้ใครชนะ แต่เป็นเรื่องของการทำตามกฎหมายและเพื่อให้องค์กร กสทช. สามารถกลับมาทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสาธารณะได้อีกครั้ง หลังจากที่หยุดชะงักมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ตนเองก็ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักงาน กสทช. เช่นกัน โดยขอให้ช่วยจัดประชุมโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นในวันพรุ่งนี้ (4 กันยายน) เวลา 9.30 น. และหากไม่สามารถจัดประชุมได้ตามเวลานั้น ก็จะต้องนัดให้กรรมการทั้ง 6 คนที่เหลือมาร่วมประชุม และเริ่มทำงานทันทีเพื่อเคลียร์งานที่คั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้ภาคส่วนนี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่หยุดนิ่ง

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ได้เสริมในตอนท้ายว่า ในฐานะที่เราเป็นพนักงานของรัฐ เราทุกคนต้องทำตามกฎหมาย และปฏิบัติตามอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจเท่านั้น หากมีบุคคลอื่นที่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย ก็คงไม่สามารถห้ามเขาได้ ปัญหาที่ กสทช. ประสบมาตลอด เกิดจากการที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขของข้อกฎหมาย โดยอาจอ้างว่าเป็นองค์กรอิสระ แต่กลับไม่ยอมรับมติที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อหลักนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ และทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย หากประเทศใดมีคนที่ไม่ยอมรับในกฎหมายและไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ ก็จะไม่มีใครกล้ามาลงทุน

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ย้ำว่า กลุ่มกรรมการทั้งสามคนยึดมั่นในหลักการนี้มาโดยตลอด หากศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาให้ นพ.สรณ สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ พวกตนก็พร้อมจะยอมรับ แต่เมื่อไม่มีคำสั่งเช่นนั้น ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้ 6 กรรมการเดินหน้าประชุมต่อไป เพื่อไม่ให้องค์กรหยุดชะงัก

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวแสดงความรู้สึกผิดหวังอย่างมากที่องค์กรต้องหยุดชะงัก โดยศาลได้ย้ำแล้วในคำสั่งว่า ในแง่กฎหมายไม่ใช่ช่องโหว่ที่จะทำให้เดินหน้าไม่ได้ แต่จะต้องประชุมกัน 6 คน เพื่อให้การดำเนินงานของ กสทช. ไม่หยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพราะมีบางคนไม่ยอมรับในกฎหมาย ซึ่งตนเองและกลุ่มกรรมการที่ยืนหยัดในหลักการนี้มาตลอดก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำงาน

ในส่วนของการดำเนินการในทางปฏิบัติ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ได้ชี้แจงว่า การทำหนังสือขอให้สำนักงานฯ จัดประชุมนั้น ไม่ใช่แค่คำขอ แต่เป็นหน้าที่ของสำนักงานฯ ที่จะต้องดำเนินการจัดประชุมให้กรรมการสามารถทำงานได้ ตาม พ.ร.บ. กสทช. ที่ระบุว่าสำนักงานมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กรรมการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อศาลมีคำสั่งที่ชัดเจนให้ 6 กรรมการเดินหน้าทำงาน ก็ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่จะทำให้การจัดประชุมล่าช้าออกไปได้

อย่างไรก็ตาม ทางผู้แทนของสำนักงาน กสทช. ได้ชี้แจงว่า เพิ่งได้รับบันทึกขอจัดประชุมจากกรรมการทั้งสามคนในช่วงเที่ยงของวันนี้ จึงต้องนำไปพิจารณาก่อน และจะแจ้งกลับกรรมการต่อไปในภายหลัง

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดภาพชุด 'ดร.วิน'ลงเสาเอกสนง.บริษัท ขรก.สถ.-จว.หนองคาย ร่วมพิธีด้วย
เปิดภาพชุด 'ดร.วิน'ลงเสาเอกสนง.บริษัท ขรก.สถ.-จว.หนองคาย ร่วมพิธีด้วย