ศาสตราจารย์ชเว กี-อิล ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากภาควิชาการทหาร มหาวิทยาลัยซังจี เกาหลีใต้ กล่าวว่า "การส่งออกอาวุธไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันด้านราคาหรือประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนการเมืองภายในประเทศและความคิดเห็นของประชาชนของประเทศผู้ขายด้วยอย่างซับซ้อน ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการส่งออกด้านการป้องกันประเทศ
หมายเหตุสำนักข่าว Next News: โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือไทย มูลค่าหลายแสนล้านวอน กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสและ 'การตัดสินใจในห้องลับ' ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางท่ามกลางสาธารณชนไทย และสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการ
สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอาบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ซึ่งถูกเผยแพร่โดยสำนักข่ว Hanz Biz ของเกาหลีใต้มานำเสนอข่าว มีรายละเอียดดังนี้
ต้นกำเนิดของข่าวลือและความตึงเครียด
ความตึงเครียดของการแข่งขันตามสัญญาต่อเรือฟริเกต เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเรือพิฆาต "แทโจยังฮัม" (ROKS Daejoyeong) ซึ่งเป็นเรือรบหลักของกองทัพเรือเกาหลีใต้ที่สร้างโดยบริษัทแดวูชิปบิลดิ้งแอนด์มารีนเอ็นจิเนียริ่ง (DSME) ซึ่งปัจจุบันคือ ฮันวาโอเชียน (Hanwha Ocean) ได้เดินทางเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือสัตหีบของไทย
การเข้าเทียบท่าครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาที่คาดการณ์ว่าจะมีการประกาศผลผู้ชนะในโครงการเรือฟริเกตลำใหม่ของไทย ทำให้เกิดกระแสข่าวลืออย่างรวดเร็วว่า ฮันวาโอเชียน คือบริษัทที่จะได้รับสัญญา

เรือพิฆาต "แทโจยังฮัม" (ROKS Daejoyeong)
ฮันวาโอเชียน มีประวัติความสำเร็จในการส่งมอบเรือฟริเกตสมรรถนะสูงอย่าง "เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช" ให้กับกองทัพเรือไทยเมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้กระแสข่าวลือยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน
โดยแหล่งข่าวทางทหารในประเทศไทยต่างรายงานว่า การที่ฮันวาโอเชียนจะได้สัญญาเป็น 'เรื่องที่แน่นอนแล้ว' ข่าวลือเหล่านี้ได้แพร่กระจายในหมู่วงการทหารและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย กลายเป็น 'ข่าววงในเรื่องการประมูลล่วงหน้า' ที่ระบุว่าได้มีการตัดสินใจเลือกคู่ค้าหลักแล้วก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ
ประชาชนไทยแสดงความไม่พอใจและความไม่ไว้วางใจอย่างรุนแรงต่อข้อสงสัยที่ว่าโครงการความมั่นคงมูลค่าหลายหลักหมื่นล้านบาทถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับประเทศและบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ
กองทัพเรือไทยพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่สาธารณชนยังไม่เชื่อมั่น
สถานการณ์ที่บานปลายทำให้ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทย ต้องออกมาให้ข่าวผ่านสื่อ เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจในความโปร่งใส พลเรือเอกไพโรจน์ ได้ปฏิเสธอย่างหนักแน่น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า "แน่นอนว่าผมมั่นใจ"
และเมื่อถูกถามว่าจะได้รับสินค้าที่ดีหรือไม่ พลเรือเอก ไพโรจน์ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า "ใช่" ซึ่งเป็นนัยว่าการคัดเลือกผู้ผลิตได้เสร็จสิ้นลงด้วยดีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารเรือไทยหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับบริษัทที่ได้รับเลือกอย่างชัดเจนและกรอบเวลาในการประกาศผลทันที โดยชี้แจงว่ากองทัพเรือจะต้องนำเสนอเรื่องนี้ต่อปลัดกระทรวงกลาโหมเพื่อพิจารณาก่อน และการประกาศผลขั้นสุดท้ายจะเป็นไปตามกำหนดการใหม่
โดยไม่ได้ยืนยันว่าจะมีการประกาศผลภายในกลางเดือนกรกฎาคมตามที่คาดการณ์ไว้ แต่เพียงกล่าวในเชิงหลักการว่าคาดว่าจะมีการประกาศภายในเดือนกรกฎาคม และได้มอบหมายให้โฆษกกองทัพเรือเป็นผู้แถลงข่าว
ด้าน พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือไทย แถลงว่าจะมีการเปิดเผยชื่อบริษัทที่ได้รับสัญญา ตลอดจนข้อมูลจำเพาะและประสิทธิภาพของเรือรบอย่างโปร่งใสในอนาคต
อย่างไรก็ตาม กระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนยังคงไม่บรรเทาลง แม้เจ้าหน้าที่กองทัพเรือเคยชี้แจงว่า "การจัดหาเรือรบใหม่ไม่ใช่แค่การใช้จ่าย แต่เป็นกระบวนการสำคัญในการได้มาซึ่งทรัพย์สินหลักเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติและอธิปไตยทางทะเล" และได้เน้นย้ำว่า "จากประสบการณ์ในอดีต เราได้ตรวจสอบกระบวนการจัดหาทั้งหมดอย่างโปร่งใสและถี่ถ้วนตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ"

รายละเอียดแบบเรือฟริเกต Frigate 4000 สำหรับกองทัพเรือไทย โดย Hanwha Ocean เกาหลีใต้
เงื่อนไขการสร้างในประเทศและความกังวลของสาธารณชน
เงื่อนไขสำคัญที่สาธารณชนไทยให้ความสำคัญสูงสุดสำหรับโครงการนี้คือ สัดส่วนการสร้างในประเทศไม่น้อยกว่า 20% โดยมีรายงานว่าเฮชดี ฮุนได เฮฟวี่อินดัสตรีส์ (HD Hyundai Heavy Industries) ซึ่งเป็นคู่แข่ง ได้เสนอสัดส่วนการสร้างในประเทศถึง 40% และบริษัทจากตุรเคียได้เสนอข้อเสนอที่น่าสนใจอย่าง "สร้างในประเทศไทย 100%" แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการประเมินคะแนนรวม
ด้วยเหตุนี้ หากฮันวาโอเชียนได้รับสัญญาเป็นผู้ชนะ แทนที่จะเป็นคู่แข่งที่เสนอเงื่อนไขการสร้างในประเทศที่ได้เปรียบกว่า ก็มีแนวโน้มสูงที่ความเห็นเชิงลบจากสาธารณชนจะแพร่กระจายอย่างควบคุมไม่ได้
โดยมีข้อกล่าวหาที่เผยแพร่ออนไลน์ว่า "การตกลงกันในห้องลับได้ผล"
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของไทยชี้ว่า การมาเยือนของเรือแทโจยังฮัมนั้นเป็นโอกาสที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีการต่อเรือที่เหนือกว่าของเกาหลีใต้ แต่ความไม่โปร่งใสทางการเมืองและความคิดเห็นของสาธารณชนในไทยอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากความคิดเห็นของสาธารณชนมีความไม่พอใจมากเกินไป อาจถึงขั้นเลวร้ายที่สุดที่ต้องเปลี่ยนบริษัทผู้ชนะที่ได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้า ดังนั้น การที่กองทัพเรือไทยจะสามารถตรวจสอบและเปิดเผยกระบวนการจัดหาอย่างถี่ถ้วนตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ เพื่อคลี่คลายความไม่ไว้วางใจของประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการประมูลครั้งนี้
ด้านศาสตราจารย์ชเว กี-อิล ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากภาควิชาการทหาร มหาวิทยาลัยซังจี เกาหลีใต้ กล่าวว่า "การส่งออกอาวุธไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันด้านราคาหรือประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนการเมืองภายในประเทศและความคิดเห็นของประชาชนของประเทศผู้ขายด้วยอย่างซับซ้อน ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการส่งออกด้านการป้องกันประเทศ"
ศาสตราจารย์เกาหลีใต้ยังเน้นย้ำว่า "นี่เป็นช่วงเวลาที่การรับความเสี่ยง (Risk-taking) มีความสำคัญมากกว่าที่เคย หากไม่สามารถรับความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด โครงการทั้งหมดอาจหยุดชะงักหรือได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง"
โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการส่งออกเรือรบเพียงลำเดียว แต่ยังถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต กองทัพเรือไทยมีแผนระยะยาวที่จะขยายกองเรือฟริเกตจาก 4 ลำเป็น 8 ลำภายในปี พ.ศ. 2580 อู่ต่อเรือของบริษัทที่ชนะโครงการนี้จะได้รับตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างยิ่งในการจัดหาเรือรบประเภทเดียวกันเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดถึง 3 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท รวมถึงโครงการซ่อมบำรุงรักษาและปรับปรุง (MRO) ด้วย




