News Logo
หน้าแรก
รู้จัก กม.FCPA ต้านสินบน ตปท.-ปชน.ชี้เป้า บ.ร่วม AIPass เสี่ยงละเมิด

รู้จัก กม.FCPA ต้านสินบน ตปท.-ปชน.ชี้เป้า บ.ร่วม AIPass เสี่ยงละเมิด

1 ก.ย. 2569 19:16
ผู้ชม 17 คน

ทำความรู้จักกฎหมาย FCPA ต่อต้านการให้สินบน จนท.รัฐต่างชาติ ของสหรัฐฯ หลัง ‘ธีระชาติ’ ที่ปรึกษา ปชน. ชี้เป้า เอกชนพัวพันโครงการ TH-AI Passport' สุ่มเสี่ยงละเมิด ลามถึง Google-Microsoft?

หมายเหตุสำนักข่าว Next News: สืบเนื่องจากที่นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาพรรคประชาชนได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความสุ่มเสี่ยงที่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport อาจเข้าไปพัวพันกับข้อครหาการกระทำผิดกฎหมาย Foreign Corrupt Practices Act (FCPA) หรือกฎหมายต่อต้านการติดสินบนเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Microsoft ที่มีส่วนร่วมในโครงการนี้

ที่ปรึกษาพรรคประชาชนได้เปิดประเด็นผ่านการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ "TH-AI Passport" หรือ AIPass ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "FCPA หรือ Foreign Corruption Protection Act ไม่ได้ห้ามแค่บริษัทอเมริกันเอาเงินไปติดสินบนเอง แต่ห้ามใช้ 'คนกลาง' จ่ายแทนด้วย" สะท้อนให้เห็นว่าประเด็น FCPA เป็นเรื่องที่ได้รับการพิจารณาและตระหนักถึงในเอกสารของโครงการ TH-AI Passport อย่างน้อยก็จากฝ่ายของ Google ที่มีการระบุเรื่องFCPA เข้ามาโดยตรง.

ข้อสงสัยของนายธีระชาติไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การกล่าวหาว่าใครผิดหรือทุจริตโดยตรง แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงความสุ่มเสี่ยงและคำถามจำนวนมากจากสังคมที่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยเขาได้สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสงสัยออกเป็น 3 ข้อหลัก ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและข้อกำหนดใน TOR ของโครงการ:

1. ความสุ่มเสี่ยงการให้ผลประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ ใน TOR ข้อ 4.4.1.4 นายธีระชาติเน้นย้ำถึงข้อกำหนดใน TOR ที่ระบุว่า "จัดให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศึกษาดูงาน ณ สถานที่จริงของเจ้าของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีความรู้เชิงลึกและปฏิบัติงานในการบริหารจัดการระบบได้อย่างมีมาตรฐานของเทคโนโลยีนั้น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 10 คน อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยให้ขอความเห็นชอบจากสำนักงานฯ ก่อนดำเนินการ".

ในบริบทของโครงการนี้ "เจ้าของผลิตภัณฑ์" หมายถึงเจ้าของโมเดล AI ที่เสนอ ซึ่ง Google เป็นหนึ่งในนั้น คำถามที่นายธีระชาติได้ตั้งขึ้นคือ การพาเจ้าหน้าที่ภาครัฐไปศึกษาดูงาน ณ สถานที่จริงของบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ ถือเป็นการหยิบยื่นผลประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่?

การกระทำในลักษณะนี้ หากเข้าข่ายเป็นการให้ "สิ่งมีค่า" เพื่อจูงใจให้เจ้าหน้าที่กระทำการใดๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัท ก็อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมาย FCPA ได้ แม้จะอยู่ในรูปแบบของการให้ความรู้หรือการพัฒนาบุคลากรก็ตาม.

2. ประเด็นเรื่องการเติม TOR เกี่ยวกับจอโฆษณา และเรื่องกำหนดจำนวนวันเริ่มลงทะเบียนลดลงจาก 90 วันเหลือ 30 วัน ประเด็นนี้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดใน TOR ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่น่าสงสัย นั่นคือหลังจากที่มีการนำรายละเอียดโครงการเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจ และเป็นช่วงเวลา 36 วัน ก่อนที่จะมีการยุบสภา การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการลดจำนวนวันเริ่มลงทะเบียนจาก 90 วัน เหลือ 30 วัน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับจอโฆษณา ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับ TOR ของอีกกระทรวงหนึ่งที่รัฐมนตรีจากพรรคเดียวกันเคยคุมอยู่ ในโครงการคลังหน่วยกิตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

การเปลี่ยนแปลง TOR อย่างกระทันหันในช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง เช่น ก่อนการยุบสภา และความคล้ายคลึงกับโครงการอื่นที่เคยดำเนินการโดยพรรคการเมืองเดียวกัน อาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเจตนาเบื้องหลังของการแก้ไข ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาบางรายหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่อาจส่งผลต่อการแข่งขันและคุณสมบัติของผู้เสนอราคา อาจเป็นสัญญาณของความไม่โปร่งใส ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ FCPA มุ่งป้องกัน.

3. ประเด็นการตรวจรับ เรื่องการประมวลผลภายในประเทศ ซึ่งไม่สามารถทำได้จริงในข้อ 2.2 และประเด็นเรื่องป้ายโฆษณา Top 5 ในข้อ 4.4.1.1

ข้อสงสัยสุดท้ายที่นายธีระชาติหยิบยกขึ้นมาคือ กระบวนการตรวจรับงาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการประมวลผลภายในประเทศ ซึ่งในข้อ 2.2 ระบุว่าต้องทำได้จริง แต่กลับมีข้อสงสัยว่าไม่สามารถทำได้จริง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องป้ายโฆษณา Top 5 ในข้อ 4.4.1.1.

คำถามสำคัญคือ "กรรมการให้คะแนนข้อเสนอทางเทคนิคผ่านมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ข้อเสนอไม่ตรงกับเงื่อนไขของเอกสาร TOR". หากกรรมการตรวจรับงานยอมรับข้อเสนอที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน TOR โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือมีการประเมินที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้เสนอราคาบางราย ก็อาจเข้าข่ายเป็นการทุจริตหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งคำถามภายใต้กฎหมาย FCPA หากมีบริษัทอเมริกันเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีการจ่ายสินบนหรือผลประโยชน์ใดๆ เพื่อให้ผ่านการประเมิน.

นายธีระชาติย้ำว่า คำถามทั้งสามข้อนี้เพียงพอที่จะก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าโครงการนี้อาจมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต และได้ฝากให้ผู้ที่มีโอกาสพบกับบริษัท Big Tech อย่าง Google และ Microsoft ลองขอความเห็นในประเด็นเหล่านี้ ว่าพวกเขามองประเด็นนี้อย่างไร เนื่องจากเป็นบริษัทระดับโลกที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและกฎหมาย FCPA อย่างเคร่งครัด

นายธีระชาติตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาจสุ่มเสี่ยงละเมิดกฎหมาย FCPA

นายธีระชาติตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาจสุ่มเสี่ยงละเมิดกฎหมาย FCPA

จากกรณีดังกล่าว สำนักข่าว Next News จึงขอนำเสนอรายละเอียดของกฎหมาย FCPA มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ทำความรู้จักกฎหมาย FCPA: มาตรการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างแดน

Foreign Corrupt Practices Act หรือ FCPA เป็นกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1977 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต่อต้านการติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศโดยบริษัทและบุคคลของสหรัฐฯ รวมถึงบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆ ในดินแดนของสหรัฐฯ กฎหมายฉบับนี้ถูกนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชนหลังจากมีการเปิดเผยการจ่ายเงินสินบนจำนวนมากโดยบริษัทของสหรัฐฯ ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐต่างชาติ

FCPA แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ บทบัญญัติว่าด้วยการต่อต้านการติดสินบน (Anti-Bribery Provisions) และ บทบัญญัติว่าด้วยบัญชี (Accounting Provisions) [T2]

1. บทบัญญัติว่าด้วยการต่อต้านการติดสินบน (Anti-Bribery Provisions) บทบัญญัติส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญของ FCPA โดยกำหนดให้การเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ ให้ หรืออนุญาตให้มีการให้ "สิ่งที่มีมูลค่า" ใดๆ แก่ "เจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ" เพื่อ "เพื่อให้ได้มาซึ่งธุรกิจหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อได้เปร���ยบที่ไม่เหมาะสม" ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สิ่งที่มีมูลค่า: FCPA ตีความคำว่า "สิ่งที่มีมูลค่า" อย่างกว้างขวาง ซึ่งไม่จำกัดอยู่เพียงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงของขวัญ การรับรอง การเดินทาง หรือแม้แต่การเสนอตำแหน่งงาน การประเมินว่าสิ่งใดมีมูลค่าหรือไม่นั้นจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและสถานการณ์ของแต่ละกรณี โดยไม่จำเป็นต้องมีมูลค่าสูงมาก และไม่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสิ่งที่มีมูลค่ากันจริงๆ เพียงแค่การเสนอหรือสัญญาว่าจะให้ ก็ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว [

เจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ: FCPA กำหนดคำว่า "เจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ" อย่างกว้างขวางเช่นกัน ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของรัฐบาลต่างประเทศ หรือหน่วยงาน ยานพาหนะ หรือเครื่องมือของรัฐบาลต่างประเทศใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงพรรคการเมืองต่างประเทศ เจ้าหน้าที่พรรคการเมืองต่างประเทศ หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังรวมถึงบุคคลใดๆ ที่ทำหน้าที่อย่างเป็นทางการให้แก่รัฐบาลหรือองค์กรระหว่างประเทศ

เจตนา (Corrupt Intent): การกระทำที่ผิดกฎหมายจะต้องมีเจตนาทุจริต กล่าวคือ ผู้กระทำมีเจตนาที่จะมีอิทธิพลต่อเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ดุลยพินิจของตนอย่างไม่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งธุรกิจหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อได้เปรียบที่ไม่เหมาะสม ซึ่งการจ่ายสินบนต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือในการได้มาหรือการคงไว้ซึ่งธุรกิจ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อได้เปรียบทางธุรกิจอื่นๆ โดยการชี้นำเจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนอย่างไม่เหมาะสม หรือเพื่อชักจูงเจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้ดุลยพินิจของตนในทางที่ไม่ถูกต้อง

ขอบเขตการบังคับใช้ของบทบัญญัติ Anti-Bribery: FCPA มีขอบเขตการบังคับใช้ที่กว้างขวางมาก โดยครอบคลุมถึง:

-"ผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuers)": บริษัทใดๆ ที่จดทะเบียนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือต้องยื่นรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ไม่ว่าสำนักงานใหญ่จะตั้งอยู่ที่ใด [T2]

-"บริษัทภายในประเทศ (Domestic Concerns)": บริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของรัฐใดรัฐหนึ่งในสหรัฐฯ หรือมีสถานที่ประกอบธุรกิจหลักในสหรัฐฯ

-"บุคคล (Persons)": บุคคลธรรมดา สัญชาติอเมริกัน หรือผู้พำนักถาวรในสหรัฐฯ

-"บุคคลและองค์กรอื่น (Other Persons and Entities)": บุคคลและองค์กรอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผู้ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทภายในประเทศ แต่กระทำการใดๆ เพื่อสนับสนุนการติดสินบนภายในดินแดนของสหรัฐฯ

-ข้อยกเว้นและข้อยกเว้นสำหรับการจ่ายเงิน (Exceptions and Affirmative Defenses): FCPA มีข้อยกเว้นบางประการที่อาจทำให้การจ่ายเงินบางประเภทไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย:

-การจ่ายเงินอำนวยความสะดวก (Facilitating Payments/Grease Payments): การจ่ายเงินเล็กน้อยเพื่อเร่งหรืออำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามปกติของรัฐบาล (เช่น การได้รับใบอนุญาต หรือการเร่งกระบวนการทางศุลกากร) ไม่ถือเป็นการติดสินบนภายใต้ FCPA แต่ก็ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศ [T2]

-ค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลและโดยสุจริต (Reasonable and Bona Fide Expenditures): การจ่ายเงินค่าใช้จ่ายบางอย่างที่สมเหตุสมผลและทำไปด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ เช่น ค่าเดินทางและที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม ผลิตภัณฑ์หรือบริการ หรือการปฏิบัติพันธะตามสัญญา ถือเป็นข้อยกเว้น แต่จะต้องมีการบันทึกที่ถูกต้องและโปร่งใส

เจมิไนโปรในระบบ TH-AI Passport ระบุว่ากฎหมาย FCPA ไม่เกี่ยวโครงการ แต่เปลี่ยนคำตอบเมื่อโดนทักท้วง

เจมิไนโปรในระบบ TH-AI Passport ระบุว่ากฎหมาย FCPA ไม่เกี่ยวโครงการ แต่เปลี่ยนคำตอบเมื่อโดนทักท้วง

2. บทบัญญัติว่าด้วยบัญชี (Accounting Provisions) บทบัญญัติส่วนนี้กำหนดให้ "ผู้ออกหลักทรัพย์" ต้อง:

-จัดทำและเก็บรักษาบันทึกทางบัญชีที่ถูกต้องและแม่นยำ: บริษัทต้องมีบันทึกที่สะท้อนถึงธุรกรรมและสภาพที่แท้จริงของสินทรัพย์ในรายละเอียดที่สมเหตุสมผล

-สร้างและบำรุงรักษาระบบควบคุมภายในที่ดี: เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกรรมต่างๆ ได้รับการอนุมัติอย่างถูกต้อง และมีการบันทึกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการนำสินทรัพย์ไปใช้ในทางที่ผิด หรือการซ่อนเร้นการติดสินบน

บทบัญญัติส่วนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทใช้ช่องโหว่ทางบัญชีในการปกปิดการจ่ายสินบน ซึ่งหมายความว่าแม้การจ่ายสินบนนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรง แต่หากมีการบันทึกที่ไม่ถูกต้องหรือมีการควบคุมภายในที่หละหลวมเพื่อเอื้อต่อการปกปิดการทุจริต ก็ยังคงเป็นการละเมิด FCPA ได้

บทลงโทษและการบังคับใช้ การละเมิดกฎหมาย FCPA มีบทลงโทษที่รุนแรงทั้งทางอาญาและทางแพ่ง สำหรับทั้งบริษัทและบุคคล

-สำหรับบริษัท: อาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก สูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สำหรับการละเมิดแต่ละครั้งในกรณีอาญา และอาจถูกปรับสูงสุด 5 แสนดอลลาร์สำหรับการละเมิดแต่ละครั้งในกรณีแพ่ง หรือปรับเป็นสองเท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิด

-สำหรับบุคคล: อาจถูกจำคุกสูงสุด 5 ปี และ/หรือปรับสูงสุด 250,000 ดอลลาร์สำหรับการละเมิดแต่ละครั้งในกรณีอาญา อาจถูกปรับสูงสุด 10,000 ดอลลาร์สำหรับการละเมิดแต่ละครั้งในกรณีแพ่งนอกจากนี้ บุคคลที่กระทำผิดอาจถูกห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทมหาชน นอกจากบทลงโทษทางการเงินแล้ว บริษัทและบุคคลที่ละเมิดกฎหมาย FCPA อาจต้องเผชิญกับผลกระทบอื่นๆ เช่น ชื่อเสียงที่เสียหาย, การถูกตัดสิทธิ์จากการทำสัญญากับภาครัฐ, และการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการป้องกันการละเมิด FCPA การป้องกันการละเมิดกฎหมาย FCPA ต้องอาศัยความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างวัฒนธรรมที่โปร่งใสและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นี่คือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่บริษัทควรพิจารณา ซึ่งประกอบด้วย

1.การพัฒนากฎระเบียบและนโยบายที่ชัดเจน โดยต้องจัดทำนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจนและครอบคลุมทุกระดับในองค์กร

2.กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้ของขวัญ การรับรอง และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เข้าข่ายการติดสินบน และระบุนโยบายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมกับบุคคลที่สาม (ตัวแทน นายหน้า ที่ปรึกษา) และกระบวนการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) อย่างละเอียด รวมถึงการฝึกอบรมและการให้ความรู้ โดยจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอสำหรับพนักงานทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานในต่างประเทศหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจกับภาครัฐ เนื้อหาการฝึกอบรมควรรวมถึงข้อกำหนดของ FCPA, ตัวอย่างสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การละเมิด, และวิธีการรายงานข้อสงสัย

3.การตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) ที่เข้มงวดเป็นอีกสิ่งสำคัญ โดยดำเนินการตรวจสอบสถานะอย่างละเอียดกับตัวแทน นายหน้า ที่ปรึกษา หรือคู่ค้าที่เป็นบุคคลที่สาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความเสี่ยงสูง และตรวจสอบประวัติของบุคคลและองค์กรเหล่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต การมีระบบควบคุมภายในที่แข็งแกร่งก็จำเป็น โดยพัฒนาระบบบัญชีและระบบควบคุมภายในที่รัดกุม เพื่อป้องกันการบันทึกบัญชีที่ไม่ถูกต้องหรือการใช้เงินที่ไม่เหมาะสม พร้อมกับการตรวจสอบภายในและภายนอกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบควบคุมและระบุจุดอ่อน

นอกจากนี้ ยังต้องมีช่องทางการรายงานและการจัดการข้อร้องเรียน โดยจัดให้มีช่องทางที่ปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตนสำหรับการรายงานข้อสงสัยเกี่ยวกับการละเมิด (Whistleblower Policy) รับรองว่ามีการสอบสวนข้อร้องเรียนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และมีการดำเนินการแก้ไขที่เหมาะสมและปกป้องพนักงานที่รายงานโดยสุจริตจากการถูกลงโทษ

4.สุดท้ายคือการประเมินความเสี่ยงและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยทำการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาจากลักษณะธุรกิจ ตลาดที่ดำเนินงาน และปัจจัยภายนอก [T4] และปรับปรุงนโยบายและแนวปฏิบัติให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

บทสรุป กฎหมาย FCPA เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันระดับโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทและบุคคลที่มีการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ การปฏิบัติตามกฎหมายนี้อย่างเคร่งครัดไม่เพียงแต่ช่วยหลีกเลี่ยงบทลงโทษที่รุนแรงเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างชื่อเสียงที่ดี ความไว้วางใจ และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน การทำความเข้าใจข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรและผู้บริหารทุกคนในการนำทางในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
TH-AI Passport
FCPA



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดรายงานโกงสอบปี 68 เรืองเดช แฉอธิบดีโทรหา 2 ทุ่มให้วินประสานบัญชีฯ
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 เรืองเดช แฉอธิบดีโทรหา 2 ทุ่มให้วินประสานบัญชีฯ