ชุดพยัคฆ์ไพรพบตำรวจสอบกลางยึดไม้เถื่อนเกือบ 500 ท่อน แฉขบวนการออก น.ส.3 ก. มิชอบ 105 ฉบับ ยึดผืนป่ากว่า 3,000 ไร่ เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ-ผู้มีอิทธิพล สั่งล้างบางทั้งเครือข่าย เร่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ ฟันอาญาควบแพ่ง ค่าเสียหายพุ่งทะลุ 200 ล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 ที่อาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) และ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. เพื่อส่งมอบพยานหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีกรณีการตรวจยึดไม้ท่อนจำนวนกว่า 450 - 500 ท่อน ปริมาตรรวมประมาณ 490 ลูกบาศก์เมตร ในเขตป่าเขาปากเตรียม - อ่าวจาก จังหวัดระนอง พร้อมขยายผลตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ จำนวน 105 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่
พล.ต.ต.นันทชาติ เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำชับให้กรมป่าไม้ดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษต่อกลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ในข้อหาครอบครองไม้หวงห้ามที่ยังไม่ได้แปรรูป โดยการนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการสอบสวนครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่อ้างสิทธิในที่ดินนำเอกสาร น.ส.3 ก. มาแสดงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง
“หากพบว่ามีการออกเอกสารโดยมิชอบหรือฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยหลังจากนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะเข้าแจ้งความเพิ่มเติมเพื่อบูรณาการการสืบสวนขยายผลให้ถึงตัวการใหญ่” พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวถึงแนวทางการทำคดีว่า จะแบ่งความผิดออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1. ความผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิซึ่งเข้าข่ายความผิดของเจ้าพนักงาน รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ที่ดิน และ 2. ความผิดของภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจะตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง บก.ปปป. และ บก.ปทส. เพื่อระดมบุคลากร และเครื่องมือที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เข้ามาจัดการคดีที่มีความซับซ้อนนี้ให้รวดเร็วและรอบคอบกว่าการดำเนินการในระดับพื้นที่
ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริงพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าดงดิบสมบูรณ์ มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เช่นตะเคียนอายุกว่า 100 ปี แต่กลับมีการออกเอกสาร น.ส.3 ก. ในช่วงปี 2532–2553 และมีการบุกรุกทำลายป่าไปกว่า 2,000 ไร่ จากการประเมินเบื้องต้นเชื่อว่ามีกลุ่มผู้มีอิทธิพลทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ซึ่งทางกระทรวงฯ เตรียมทำหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินเพื่อพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมด พร้อมเตือนเจ้าหน้าที่ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ว่าจะต้องรับโทษตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น
ด้าน นายนิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการส่งเรื่องขอเพิกถอนเอกสารสิทธิแล้วจำนวน 21 แปลงแรก และจะขยายผลให้ครบทั้ง 105 แปลงที่เหลือ โดยมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากการบุกรุกและตัดไม้ในครั้งนี้ประเมินว่าสูงกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงฯ จะดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายควบคู่ไปกับคดีอาญา เพื่อนำผืนป่าที่เป็นสมบัติของชาติกลับคืนมาเป็นของประชาชนโดยเร็วที่สุด




