รวบ "ร.อ.วิโรจน์" อดีตนาวิกฯ สารภาพยิง สส.กมลศักดิ์ อ้างลังเลตอนลั่นไก แต่ยอมรับไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว เปิดปมเคยเป็นผู้บังคับบัญชา "สมพร" ผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน ตำรวจเร่งสาวถึงผู้บงการ แม้เจ้าตัวจะบอกไม่ทราบว่าใคร
สำนักข่าว Next News รายงานว่า ตั้งแต่เวลา 02.37 น. ของวันที่ 23 เมษายน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ ตร.) และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนนครบาล (ผบก.สส.บช.น.) ได้ร่วมกันควบคุมตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส เลขที่ 205/2569 ลงวันที่ 2 เมษายน 2569 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) เพื่อดำเนินการสอบสวน
ร.อ.วิโรจน์ ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหา 5 ข้อหา ประกอบด้วย ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนสมควรแก่พฤติการณ์, ร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หรือหมู่บ้าน, และร่วมกันใช้อาวุธปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการก่อเหตุใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงรถยนต์ของ นายกมลศักดิ์ บริเวณหน้าบ้านพักในพื้นที่ ม.9 ถ.เพชรเกษม ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้นายอุชลัมพ์ โกะเลาะ คนขับ และ ด.ต.หริรักษ์ ทีมมีหนะ ตำรวจติดตาม ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ภูมิหลังของคดีนี้เริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์ที่คนร้ายใช้รถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ซึ่งมีการระบุว่าเป็นของสังกัด กอ.รมน.จ.นราธิวาส เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุยิง นายกมลศักดิ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งรัดติดตามตัวผู้ก่อเหตุโดยเร็วตั้งแต่วันเกิดเหตุ ทางพนักงานสืบสวนสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 5 ราย โดยมีนายสมพร สังเดช อดีตนาวิกโยธิน, นายอลาวี อาแว คนขับรถ, นายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่แยกชิ้นส่วนรถที่ใช้ก่อเหตุ, นายธนภัทร วัฒนภิญโญ อดีตทหารพรานและมือปืน และ ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธินและมือปืน ซึ่งถูกจับกุมเป็นรายสุดท้าย
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหา 4 รายแรกไปแล้ว โดยเริ่มจากนายสมพร สังเดช ผู้ทำหน้าที่ประสานงานและชี้เป้า รวมถึงเชิญตัวลูกชายมาสอบปากคำ ตามมาด้วยการจับกุมนายอาลาวี อาแว คนขับรถที่กรุงเทพฯ จากนั้นจับกุมนายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่รถ และนายธนภัทร วัฒนภิญโญ มือปืน ได้ที่ อ.ทองภาภูมิ จ.กาญจนบุรี ผู้ต้องหาทั้ง 4 รายนี้ได้ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
สำหรับกระบวนการจับกุม ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย และชุดสืบสวนจากตำรวจนครบาล ตำรวจสืบสวนภาค 7 และตำรวจสืบสวนจังหวัดกาญจนบุรี ได้แกะรอยติดตามจับกุม ร.อ.วิโรจน์ ได้บริเวณสะพานมอญ ใกล้กับทางข้ามฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ม.9 ต.หนองลู อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี ขณะที่ผู้ต้องหากำลังพยายามหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน พล.ต.ท.นพศิลป์ เปิดเผยภายหลังว่า หลังจากได้รับคำสั่งให้ติดตามตัว ร.อ.วิโรจน์ ก็ทราบว่าได้หลบหนีจากจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ไปยังจังหวัดตรัง จากนั้นจึงมีการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องไปยังบ้านเดิมที่จังหวัดระยองและบ้านพักภรรยาในกรุงเทพฯ จนทราบเส้นทางการหลบหนีจากจังหวัดตรังไปยังพังงา ราชบุรี ก่อนจะเข้าไปยังจังหวัดกาญจนบุรี ร.อ.วิโรจน์ ได้พักโรงแรมม่านรูด 1 คืน ก่อนจะไปพักที่รีสอร์ต และหนีไปยังสังขละบุรี เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวพยานมาสอบปากคำจนพบว่า ร.อ.วิโรจน์ ได้พยายามข้ามฝั่งชายแดนไทย-เมียนมา จึงได้ประสานงานกับตำรวจภูธรภาค 7 สืบสวนนครบาล ตำรวจสืบสวนจังหวัดกาญจนบุรี กองกำลังกองพลที่ 9 และ ฉก.ลาดหญ้า รวมถึงประสานงานกับฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเป็นเขตทหารและพื้นที่ชายแดน จนกระทั่งสามารถพบตัวและจับกุม ร.อ.วิโรจน์ ได้สำเร็จ
จากการสอบปากคำเบื้องต้น ร.อ.วิโรจน์ ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือยิง สส.กมลศักดิ์ จริง โดยมาที่ จ.นราธิวาส เพราะรู้จักกับนายสมพร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาและได้ข้อมูลเกี่ยวกับการยิง สส.กมลศักดิ์ จากนายสมพร เขาอ้างว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้บงการ และไปอยู่ที่ จ.นราธิวาส ประมาณ 1 เดือนก่อนก่อเหตุ ร.อ.วิโรจน์ ยังยอมรับว่าเคยยืมรถจากนายทหาร กอ.รมน. หลายครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับนายทหารที่ให้ยืมรถ นอกจากนี้ ร.อ.วิโรจน์ ให้การรับสารภาพอีกว่า เหตุที่ สส.กมลศักดิ์ ไม่เสียชีวิตเนื่องจากขณะลั่นไกเกิดความลังเล ไม่รู้อะไรดลใจ จึงสาดกระสุนปืนไปหน้ารถแทน อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในประเด็นนี้ และจะต้องมีการสอบสวนขยายผลต่อไป
ในส่วนความสัมพันธ์กับ สส.กมลศักดิ์ นั้น ร.อ.วิโรจน์ ให้การว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่รู้จักข้อมูลผ่านนายสมพร โดย ร.อ.วิโรจน์เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของนายสมพร สังเดช (อดีตนาวิกโยธิน) มาก่อน ในช่วงที่ทำงานเป็นนาวิกโยธินที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อปี 2533-2534 หลังกลับจากทำงานให้กับองค์กรสหประชาชาติ (UN) ในต่างประเทศเป็นเวลา 16 ปี และไม่มีงานทำในประเทศไทย ร.อ.วิโรจน์ได้ไปขออาศัยอยู่กับนายสมพรที่บ้าน และนายสมพรเป็นคนคอยช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ร.อ.วิโรจน์ยอมรับว่าตนเองมาที่จังหวัดนราธิวาสเพราะรู้จักกับนายสมพร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหา และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการยิง สส.กมลศักดิ์ มาจากนายสมพร
พล.ต.อ.สำราญ ได้กล่าวเน้นย้ำว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้กำชับว่า หากพยานหลักฐานไปถึงใคร ก็จะดำเนินการทั้งหมด และแม้เป้าหมายจะเป็น สส. แต่เนื่องจากบุคคลอื่นก็ได้รับบาดเจ็บด้วย จึงต้องดำเนินการอย่างเป็นกลาง เที่ยงตรง และเที่ยงธรรม ซึ่งหลังจากนี้จะพิจารณาจากพยานหลักฐานและคำให้การเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป ส่วนประเด็นการขยายผลถึงผู้จ้างวานนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจากคำให้การของผู้ต้องหายังมีการโยนกันไปมา แต่จะมีการขยายผลถึงตัวผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไปภายใต้การดูแลของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9




