สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคดีกลุ่ม บริษัท ทราเวล ฮอลิเดย์ ต่อศาลแพ่งพระโขนง หลังบริษัทประกาศปิดกิจการ ไม่จ่ายเงินคืนลูกทัวร์ ศาลนัดไต่สวน 30 มิ.ย. นี้
ภายหลังสภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเกือบ 60 ราย กรณีซื้อแพ็กเกจทัวร์กับบริษัทนำเที่ยว ทราเวล ฮอลิเดย์ จำกัด แต่ถูกยกเลิกไม่สามารถเดินทางได้ตามกำหนด และยังไม่ได้รับเงินคืน จากการที่บริษัทดังกล่าวแถลงยุติกิจการ เนื่องจากกรรมการผู้จัดการถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา แม้ผู้เสียหายจำนวนมากจะขอเงินคืน และสภาผู้บริโภคได้ส่งหนังสือขอให้บริษัทฯ ชี้แจง รวมถึงประชุมเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไม่มีการตอบกลับ สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องบริษัทฯ เป็นคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ต่อศาลแพ่งพระโขนง
นายฐานันดร์ ฤกษ์ดี หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค ฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 สภาผู้บริโภคพร้อมทนายความได้ยื่นฟ้องบริษัท ทราเวล ฮอลิเดย์ จำกัด และผู้ถือหุ้นต่อศาลแพ่งพระโขนง โดยมีผู้บริโภคผู้เสียหายจำนวน 5 ราย เข้าร่วมเป็นตัวแทนโจทก์ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาดำเนินคดีแบบกลุ่ม
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า บริษัทดังกล่าวมีพฤติการณ์ ไม่จัดส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา อาจบ่งชี้ถึงปัญหาทางการเงินของกิจการ ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงดำเนินการโฆษณาและจำหน่ายแพ็กเกจท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อและตัดสินใจซื้อบริการ ต่อมาบริษัทฯ ได้ประกาศยุติกิจการโดยมิได้ดำเนินการชำระบัญชี หรือคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถเรียกร้องสิทธิหรือรับเงินคืนได้
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบไปยังกรมการท่องเที่ยว มีผู้บริโภคได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยจากกองทุนคุ้มครองธุรกิจนำเที่ยวที่มีไว้ใช้ในกรณีที่บริษัททัวร์มีปัญหา แต่สุดท้ายได้รับแจ้งว่าเงินกองทุนถูกผู้บริโภครายอื่นที่เสียหายจากบริษัทฯ เข้ามายื่นข้อมูลและมีการเบิกใช้จนหมด จึงไม่สามารถชดเชยเพิ่มเติมได้
นายฐานันดร์ กล่าวว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นคดีกลุ่ม เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากมีความเสียหายในลักษณะเดียวกัน โดยผู้เสียหายแต่ละรายได้จ่ายเงินค่าทัวร์ทั้งแบบเต็มจำนวนและผ่อนชำระแล้ว แต่ไม่ได้รับการชดเชย หลังบริษัทฯ ปิดกิจการ อีกทั้งสภาผู้บริโภคได้มีหนังสือให้บริษัทเข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ จึงยื่นฟ้องต่อศาล
นอกจากนี้ การฟ้องร้องดังกล่าวครอบคลุมทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้น เนื่องจากกรรมการผู้มีอำนาจเสียชีวิต แต่จากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าบริษัทขาดส่งงบการเงินตั้งแต่ปี 2565 และประกาศยุติกิจการ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 แต่ยังมีการขายแพ็กเกจทัวร์รูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่ทราบข้อมูลและตัดสินใจซื้อจำนวนมาก โดยการเรียกค่าเสียหายครั้งนี้มีทั้งคืนค่าทัวร์เต็มจำนวน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวเดินทาง และค่าเสียหายจากส่วนต่างจากอัตราแลกเปลี่ยน
รวมถึงเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษตามมาตรา 42 แห่งพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งศาลอาจกำหนดให้ชำระเพิ่มได้สูงสุด 5 เท่าของค่าเสียหายจริง ภายหลังการยื่นฟ้อง ศาลได้นัดไต่สวนคำร้องเพื่อพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีกลุ่มหรือไม่ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และนัดไกล่เกลี่ยพร้อมสืบพยานนัดแรกในวันที่ 4 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากบริษัทดังกล่าวและยังไม่ได้รับการเยียวยา สามารถร้องเรียนผ่านช่องทางของสภาผู้บริโภค ที่เว็บไซต์ https://complaint.tcc.or.th/ อีกทั้งสามารถติดตามความคืบหน้าคดีได้อย่างต่อเนื่อง โดยหากศาลรับเป็นคดีกลุ่มและมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบการชดใช้ค่าเสียหาย ผู้บริโภคในกลุ่มเดียวกันสามารถขอรับการชดใช้ค่าเสียหายได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีใหม่




