โครงการไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพประชาชน ได้รับผลตอบรับดี สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ถึง 7,429,275 บาท
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ที่ได้ดำเนินการผ่านอำเภอทั่วประเทศได้รับการตอบรับที่ดี ขณะนี้มีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 83,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพฯ)
ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม ชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,491 ร้าน และมีสินค้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมทั้งสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs ด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า โครงการสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วกว่า 7,429,275 บาท สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
สุรินทร์ 1,192,891 บาท
นครราชสีมา 1,167,683 บาท
เชียงใหม่ 1,057,660 บาท
ขอนแก่น 1,056,944 บาท
ยะลา 836,991 บาท
ขณะที่อำเภอที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่
อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท
อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 277,000 บาท
อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 269,870 บาท
สำหรับประเภทสินค้าพบว่า สินค้าจำเป็นยังคงเป็นที่ต้องการสูง โดยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว ขณะที่สินค้า OTOP และสินค้า SMEs ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ นางสาวลลิดา ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าด้วยกันในระบบเดียว
เครดิตภาพ: เว็บไซต์ thaigov.go.th




