"บิ๊กโจ๊ก" ยันไม่เคยทำร้ายใคร หอบหลักฐานแพทย์สู้คดี "ตบบ้องหูลูกน้องเก่า" ที่กองปราบปราม เตรียมพบอัยการ 20 พ.ค.นี้
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ กองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีที่อดีตลูกน้องแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายและทำร้ายจิตใจ โดยยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยทำร้ายใคร พร้อมทั้งได้นำพยานหลักฐานด้านการแพทย์ภายนอกจำนวน 3-4 ปาก เข้าให้ข้อมูลประกอบการร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานสอบสวน เพื่อต่อสู้คดีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ หรือ "รองคริส" แจ้งความคดีทำร้ายร่างกาย และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ แจ้งความคดีทำร้ายจิตใจ ซึ่งเชื่อมโยงกับกรณีที่สื่อเรียกว่า "ตบบ้องหูลูกน้องเก่า"
พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กล่าวย้ำภายหลังการเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า ตนมาเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีที่ถูกแจ้งความ และปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคดีเขียนพระโทน บางแค เนื่องจากไม่เคยมีความรู้จักกันกับบุคคลในคดีนั้น และยืนยันว่าได้ให้ข้อมูลครบถ้วนต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โดยเฉพาะประเด็นความเห็นทางการแพทย์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ด้านนายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความส่วนตัวของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ลูกความของตนยืนยันความบริสุทธิ์มาโดยตลอดว่าไม่เคยทำร้ายผู้ใด และขอให้การพิจารณาคดีเป็นไปตามข้อเท็จจริง โดยเฉพาะหลักฐานทางการแพทย์ที่นำมาเสนอ หากพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็อาจจะยื่นขอความเป็นธรรมในชั้นอัยการต่อไป นอกจากนี้ ทนายความยังได้ชี้แจงถึงความเข้าใจคลาดเคลื่อนก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการแจ้งความกลับ โดยยืนยันว่าเดิมตั้งใจจะเดินทางมาเพื่อให้การและแจ้งความกลับพร้อมกัน แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลา จึงได้ดำเนินการเพียงเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อน และจะแจ้งความกลับในภายหลัง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แจ้งความ
สำหรับแนวโน้มของคดี นายสัญญาภัชระ ระบุว่ายังไม่สามารถประเมินทิศทางได้ในขณะนี้ เนื่องจากทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและดุลพินิจของพนักงานสอบสวน แต่ยืนยันว่าฝ่ายของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ จะเน้นการชี้แจงตามความจริงและพยานหลักฐานทางการแพทย์เป็นหลัก ส่วนกรอบเวลาของคดี มีกำหนดนัดเข้าพบพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเพิ่มเติมอีกครั้งภายในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะมีข้อสรุปความเห็นในสำนวนต่อไป




