กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนไม่ออกเอกสารการศึกษาให้เด็กค้างชำระเงิน เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ย้ำสิทธิในการเรียนต้องไม่ถูกจำกัดด้วยภาระหนี้สิน
วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 16/2569 โดยเปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เกี่ยวกับปัญหาสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปฏิเสธออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา จนส่งผลให้เด็กจำนวนหนึ่งไม่สามารถสมัครเรียนต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาแก่เด็กทุกคนเป็นเวลา 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายและต้องมีคุณภาพ ขณะเดียวกัน คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ยังขยายสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ยังระบุว่า โรงเรียนไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ และค่าเครื่องแบบนักเรียน เนื่องจากรัฐจัดสรรงบประมาณสนับสนุนไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม โรงเรียนสามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้โดยสมัครใจ สำหรับกิจกรรมหรือการเรียนการสอนนอกเหนือหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติกลับพบว่า โรงเรียนสังกัด สพฐ. หลายแห่งยังมีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) ให้แก่นักเรียนที่ยังค้างชำระเงิน ส่งผลให้เด็กขาดเอกสารจำเป็นสำหรับใช้สมัครเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อาจทำให้เด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา
กสม. เห็นว่า สิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาเพราะค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก และกระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่ได้รับการรับรองทั้งตามรัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี อีกทั้งยังขัดกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศเมื่อปี 2567 ซึ่งตั้งเป้าลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้เหลือศูนย์
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจเชิงลึกของ กสศ. ในปีการศึกษา 2568 พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน มีเด็กถึงร้อยละ 22.2 ที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้เพราะไม่มีเงินค่าเทอม จึงเห็นควรให้ภาครัฐเร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวก่อนเปิดภาคเรียนเดือนพฤษภาคม 2569
ด้วยเหตุนี้ นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี เสนอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาทุกแห่งออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา พร้อมกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อให้นักเรียนนำไปใช้สมัครและรายงานตัวกับสถานศึกษาปลายทางได้ทันกำหนดเปิดภาคเรียน
พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังได้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว




