ศูนย์ ACSC เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 2569 คดีโกงออนไลน์เริ่มลดหลังบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ขณะที่การหลอกลวงด้วยเทคนิคเชิงรุกและคดีฉ้อโกงเทคโนโลยีอื่นๆ สร้างความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงที่สุด โดยตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 เม.ย. ที่ผ่านมามีกว่า 121,921 คดี สร้างความเสียหายรวม 7,480 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระบุว่า ภายหลังจากที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งผลให้คดีเกี่ยวกับกลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการชักชวนลงทุนลดลงร้อยละ 34.5 ภายในระยะเวลา 4 เดือน ขณะที่การหลอกลวงด้วยเทคนิคเชิงรุกและคดีฉ้อโกงเทคโนโลยีอื่นๆ ได้สร้างความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงที่สุด
ทางด้าน ACSC ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ผอ.ศปอส.ตร.) หรือ PCT และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดผลการวิเคราะห์จำนวนคดีที่รับแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ โดยระบุว่า นับตั้งตั้งแต่ 1 มกราคม-30 เมษายน 2569 รวม 120 วัน มีจำนวนคดีกว่า 121,921 คดี สร้างความเสียหายรวม 7,480 ล้านบาท ซึ่งการหลอกลวงแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ประกอบไปด้วย
1. การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ มีจำนวนคดีกว่า 85,215 คดี คิดเป็น 69.9% ของคดีทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ 15,727 บาทต่อคดี
2. กลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์-การชวนลงทุน สร้างมูลค่าความเสียหายกว่า 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของมูลค่าทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ 166,449 บาทต่อคดี แต่ทั้งนี้แนวโน้มลดลงต่อเนื่องเหลือ 6,642 คดี หรือลดลงประมาณ 34.5% ภายในระยะเวลา 4 เดือน สะท้อนผลของการปฏิบัติการของศูนย์ ACSC และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่อเนื่อง
3. กลุ่มการโจมตีทางเทคนิคเชิงรุกและคดีฉ้อโกงเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามซึ่งต้องอาศัยทักษะทางเทคนิคของคนร้าย มีจำนวนทั้งสิ้น 673 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.55 แต่ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีกลับสูงถึง 211,686 บาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดและจัดเป็นภัยคุกคามขั้นสูง
อย่างไรก็ดี การหลอกลวงรูปแบบที่ 3 มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญจากการที่คนร้ายสามารถเข้าถึงเพื่อรีดไถข้อมูล พร้อมทั้งข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลหากไม่ยอมชำระเงิน ดังนั้นทาง ACSC จึงขอเตือนประชาชนมิให้หลงเชื่อกดลิงก์หรือกรอกข้อมูลใดๆ ที่ส่งมาทางแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงอย่าหลงเชื่อหน่วยงานที่แอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ และขอให้ติดต่อสอบถามไปยังต้นสังกัดของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงก่อนทุกครั้ง




