'พระคึกฤทธิ์' เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เข้ารับทราบข้อหาตำรวจกองปราบ ฐานยักยอกเงินวัด แจกโบนัสลูกศิษย์หลักแสนต่อคน ทนายระบุได้ยื่นฟ้องหมื่นประมาทกลุ่มบุคคลที่บิดเบือนข้อมูล
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี พร้อมทึมทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ทั้งนี้ จากการตรวจพบพยานหลักฐานก่อนหน้านี้ว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์นำเงินของวัดไปจ่ายโบนัสให้กับลูกศิษย์หลักแสนบาทต่อคน ในช่วงปี 2555-2559 ซึ่งเข้าข่ายใช้เงินวัดผิดวัตถุประสงค์ โดยขณะนี้ตัวพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำ
เจ้าหน้าที่ให้พระอาจารย์คึกฤทธิ์พิมพ์ลายนิ้วมือตามกระบวนการ เมื่อเสร็จสิ้นทีมทนายได้ประสานตำรวจให้กั้นสื่อมวลชนที่มาดักรอทำข่าวอยู่ที่บริเวณหน้าห้องพนักงานสอบสวน เพื่อไม่ให้ถ่ายภาพ ก่อนจะเดินทางขึ้นรถกลับวัดทันที
นายนันทน อินทนนท์ ทนายความของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ กล่าวหลังมีการสอบปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง ว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์มารับทราบข้อกล่าวหาในฐานความผิดมาตรา 157 และมาตรา 147 ฐานยักยอกเงินวัด ซึ่งทางพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ได้รับและเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว แต่ได้ยื่นแย้งในความผิดมาตรา 157 เพราะประเด็นสำคัญที่สุด คือข้อกฎหมายที่ว่าด้วย "เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่" เพราะหากไม่ใช่ ก็อาจไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 ระบุว่า ผู้ที่ถือเป็นเจ้าพนักงานต้องเป็นพระที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ เช่น เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะตำบล ส่วนเจ้าอาวาสมีอำนาจเพียงบริหารกิจการภายในวัดเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการสอบปากคำพระคึกฤทธิ์นั้น นายนันทน ยืนยันว่า พระอาจารย์ไม่ได้มีท่าทีเครียด บรรยากาศการสอบสวนเป็นไปด้วยดี พนักงานสอบสวนมีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนในฐานะที่พระอาจารย์เป็นพระสงฆ์ เหตุที่ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง เพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับคู่กรณี หากสื่อมวลชนต้องการซักถามข้อเท็จจริงอย่างไม่เป็นทางการก็สามารถเดินทางไปที่วัดนาป่าพงเพื่อพูดคุยกับเจ้าอาวาสได้
ทนายพระคึกฤทธิ์ ระบุอีกว่า ได้เตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งที่นำข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลของลูกศิษย์วัดกว่า 30 คนไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ จนทำให้ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ทั้งที่ยืนยันว่าเป็นการรับเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่มีกลุ่มบุคคลกล่าวหาวัดเรื่องใช้เงินทำคดีในเยอรมนีกว่า 42 ล้านบาท และจ่ายค่าทนาย 20 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายทนายมองว่า เป็นข้อมูลบิดเบือน จึงยื่นฟ้องหมิ่นประมาทแล้ว พร้อมย้ำว่า หากพบว่ามีการร้องเรียนหรือแจ้งความโดยใช้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน จะดำเนินคดีกลับอย่างเด็ดขาด โดยคดีบางส่วนศาลนัดไต่สวนในเดือนกรกฎาคมนี้




