ศูนย์ ACSC เผยสถิติเสียหายคดีฉ้อโกงพุ่งกว่า 4 เท่าในสัปดาห์เดียว แตะ 214 ล้าน-เตือนภัยกลโกงใหม่ ใช้รูปแบบ "มิจฉาชีพใช้อีเมลปลอม อ้างเป็น CEO-คู่ค้า" หลอกโอนเงิน พบแล้ว 3 เคส ช่วงเดือน พ.ค. เสียหายเกือบ 100 ล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้จัดแถลงข่าวเปิดสถิติคดีและความเสียหายจากการถูกหลอกลวงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เผยภาพรวมคดีมีแนวโน้มทรงตัวในระดับที่ต่ำลง แต่กลับพบมูลค่าความเสียหายพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลโกงใหม่ที่เรียกว่า CEO Fraud/Business Email Compromise (BEC) หรือการปลอมอีเมลผู้บริหารและคู่ค้า ซึ่งตรวจพบแล้ว 3 เคส ในเดือนพฤษภาคม 2569 สร้างความเสียหายรวมเกือบ 93 ล้านบาท พร้อมเตือนแก๊งแฮกเกอร์เริ่มโจมตีหนักขึ้น มูลค่าความเสียหายพุ่งเกือบ 4 เท่าในสัปดาห์เดียว
จากข้อมูลที่รับแจ้งเข้ามาผ่าน Thaipolice online ระหว่างวันที่ 17-23 พฤษภาคม 2569 มีจำนวนคดีรวม 5,583 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 214,377,369 บาท แม้จำนวนคดีจะลดลง 58 คดี เมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2569 แต่กลับพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 12.5 ล้านบาท ซึ่งทีมวิเคราะห์ระบุว่าหลังจากมูลค่าความเสียหายทำจุดต่ำสุดในช่วงต้นเดือน ก็ได้เริ่มมีสัญญาณดีดตัวขึ้นสวนทาง โดยขยับจากประมาณ 197 ล้านบาท ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 214 ล้านบาทในสัปดาห์ล่าสุด
ในรายละเอียดประเภทคดี พบว่าการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการยังคงเป็นอันดับ 1 ที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดกว่า 4,700 คดีต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็น 84.9% โดยมิจฉาชีพเน้นหลอกคนจำนวนมาก แต่ยอดเงินต่อครั้งไม่สูงนัก ขณะที่การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน และการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น แม้มีจำนวนรวมกันไม่ถึง 8% ของคดีทั้งหมด แต่กลับสร้างความเสียหายสูงถึง 63-65% ของมูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมด โดยเฉพาะ "คดีหลอกลงทุน" ที่พุ่งแซงขึ้นมาสร้างความเสียหายสูงที่สุดถึง 83.3 ล้านบาทในสัปดาห์ล่าสุด
นอกจากนี้ การโจมตีทางเทคนิคเชิงรุกจากกลุ่มแฮกเกอร์ก็มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนคดีพุ่งขึ้นจาก 5 คดี เป็น 23 คดี และมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จาก 2.2 ล้านบาท เป็น 8.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าแก๊งแฮกเกอร์เริ่มปูพรมโจมตีหนักขึ้น
ศูนย์ ACSC ยังได้เปิดเผยถึงกลโกงใหม่ที่เรียกว่า CEO Fraud/Business Email Compromise (BEC) หรือการปลอมอีเมลผู้บริหารและคู่ค้า โดยมิจฉาชีพจะใช้วิธีปลอมอีเมล หรือแอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท (CEO) รวมถึงบริษัทแม่ หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ส่งข้อความสั่งการให้พนักงานฝ่ายการเงินเร่งโอนเงินชำระค่าบริการ ค่าลงทุน หรือเปลี่ยนบัญชีรับเงิน โดยมักใช้คำว่า "ด่วน" เพื่อสร้างความกดดัน ทำให้หลายองค์กรหลงเชื่อและสูญเสียเงินจำนวนมาก รูปแบบที่พบบ่อยคือการปลอมชื่อและอีเมลให้คล้ายของจริง เช่น เปลี่ยนตัวอักษรเพียงเล็กน้อย หรือใช้อีเมลที่มีชื่อผู้บริหารและโลโก้บริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงสั่งห้ามพนักงานแจ้งผู้อื่น อ้างว่าเป็น "เรื่องลับภายในองค์กร"
จากข้อมูลการแจ้งความ เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 พบผู้เสียหายเข้าแจ้งความเกี่ยวกับกรณี BEC แล้วเบื้องต้น 3 เคส มูลค่ารวมเกือบ 93 ล้านบาท โดยเคสแรกเกิดขึ้นในพื้นที่ สน.ทองหล่อ บริษัทผู้เสียหายได้รับอีเมลแจ้งเปลี่ยนบัญชีธนาคารจากบริษัทคู่ค้าตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 และเมื่อมีการยืนยันอีเมลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ก็ได้มีการโอนเงินไป 2 ครั้ง รวม 43.9 ล้านบาท ก่อนจะพบว่าอีเมลดังกล่าวใกล้เคียงกับอีเมลบริษัทคู่ค้ามากจนเข้าใจว่าเป็นของจริง หลังบริษัทคู่ค้าทวงถามว่ายังไม่ชำระเงิน
เคสที่สอง เกิดขึ้นในพื้นที่ สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง มีบุคคลแอบอ้างเป็นผู้บริหารของบริษัทแม่ของบริษัทที่ผู้เสียหายทำงานอยู่ แจ้งให้ติดต่อกับคู่ค้าเพื่อโอนเงินชำระค่าการลงทุนของกลุ่มบริษัท โดยมีบุคคลแอบอ้างเป็นผู้บริหารจากต่างประเทศร่วมยืนยันข้อมูลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐไป 3 ครั้ง รวม 41 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ยังมีผู้ใช้บัญชีแอปพลิเคชัน Telegram ติดต่อผู้เสียหายเพื่อให้โอนเงินเพิ่มเติมด้วยข้อความลักษณะเดียวกัน แต่ผู้เสียหายเห็นว่าผิดสังเกต จึงตรวจสอบข้อเท็จจริงจนทราบว่าไม่ใช่ผู้บริหารตัวจริง และเข้าแจ้งความทันที
ส่วนเคสที่สาม บริษัทผู้เสียหายได้รับอีเมลแจ้งเตือนให้ชำระค่าบริการ โดยในอีเมลดังกล่าวมีการแอบอ้างเป็น CEO ของบริษัท ทำให้พนักงานบัญชีเข้าใจว่าเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท จึงทำรายการโอนจ่ายชำระค่าบริการไปยังบัญชีธนาคารต่างประเทศตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้รวม 4 รายการ คิดเป็นความเสียหายกว่า 8.8 ล้านบาท ก่อนจะทราบภายหลังว่าเป็นอีเมลปลอมจึงเข้าแจ้งความ
อนึ่งการแถลงข่าวนี้ดำเนินการโดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ซึ่งอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) ดร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) และรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผอ.ศปอส.ตร.)








