สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อต่อ 'เอ็ตด้า' จี้ใช้อำนาจสั่ง “เฟซบุ๊ก” เยียวยาเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ 397 ล้าน พร้อมบีบแพลตฟอร์มขึ้นทะเบียน-ตั้งเงินสำรองเยียวยา-หยุดอัลกอริทึมยิงซ้ำโฆษณาหลอกลวง
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค หรือสภาผู้บริโภคและคณะ เข้ายื่นหนังสือถึงสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า (ETDA) เพื่อเสนอมาตรการคุ้มครองผู้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์และการเยียวยาผู้บริโภค หลังภัยโกงออนไลน์ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก (Facebook) จากข้อมูลการร้องเรียนของสภาผู้บริโภค ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพราะตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผู้เสียหายที่ทยอยร้องเรียนเข้ามาหลังเดือนพฤษภาคม
นางสาวสารีกล่าวว่า คนไทยใช้เฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านบัญชี แพลตฟอร์มมีรายได้จากค่าโฆษณาในได้ไทยปีละหลายหมื่นล้านบาทและแทบไม่เสียภาษี ขณะที่ผู้บริโภคซื้อของเล็กน้อยในร้านสะดวกซื้อยังต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มทันที แต่ผู้ที่ถูกหลอกผ่านโฆษณากลับแทบไม่เคยได้เงินคืน เพราะแพลตฟอร์มมักอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง หรือ Discovery Platform ทั้งที่เป็นผู้รับเงินค่าโฆษณาและได้ประโยชน์โดยตรง
“เปรียบเหมือนมีโจรอยู่ข้างหลังแพลตฟอร์ม ถ้าได้ประโยชน์จากค่าโฆษณาแต่ไม่จัดการโจรที่มาหลอกประชาชน ก็ต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่อ้างว่าเป็นแค่ตัวกลางแล้วลอยตัว เงินที่ประชาชนสูญไปคือเงินเก็บทั้งชีวิตของหลายครอบครัว ถึงเวลาที่แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภครับกรรมอยู่ฝ่ายเดียว” นางสาวสารีกล่าว
นางสาวสารีกล่าวว่า ปัจจุบันคดีที่แจ้งความกับตำรวจมีมากกว่า 1.2 ล้านคดี และกว่า 80 - 90% เป็นอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ใช่การจี้ปล้นแบบเดิมอีกต่อไป การรอให้ผู้เสียหายไปไล่ตามทีละรายจึงแทบไม่มีทางได้รับการเยียวยา ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่ต้นทาง หลายประเทศเริ่มให้อำนาจรัฐกำกับแพลตฟอร์มอย่างเข้มข้น เช่น กฎหมาย OHCA ในสิงคโปร์ที่มีการสั่งปรับแพลตฟอร์มตามสัดส่วนรายได้
นางสาวนิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สภาผู้บริโภครวบรวม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 11,815 เรื่อง โดยเฟซบุ๊ก สูงที่สุดถึง 6,986 เรื่อง หรือคิดเป็น 59.13% มูลค่าความเสียหายกว่า 397 ล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มอีคอมเมิร์ซ 1,834 เรื่อง (15.52%) เสียหายกว่า 18 ล้านบาท และเว็บไซต์ต่าง ๆ 1,459 เรื่อง (12.35%) เสียหายกว่า 36 ล้านบาท ขณะที่แพลตฟอร์มอื่นก็มีมูลค่าความเสียหายน่ากังวลเช่นกัน ทั้งไลน์ (LINE) 43.88 ล้านบาท เอ็กซ์ (X) 28.89 ล้านบาท และ ติ๊กต๊อก (TikTok) 20.55 ล้านบาท
นางสาวนิสรากล่าวว่า ปริมาณการร้องเรียนพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2567 ซึ่งเป็นจุดที่มีการร้องเรียนสูงสุดราว 2,781 เรื่อง และเป็นปีเดียวกับที่สภาผู้บริโภคเริ่มทำหนังสือถึงเฟซบุ๊กให้เร่งแก้ปัญหา เมื่อเจาะลึกเฉพาะเฟซบุ๊กพบว่าปัญหาหลักคือช่องทางหลอกลวงและโฆษณาหลอกลวงกว่า 2,400 เรื่อง ตามด้วยสินค้าไม่ตรงปก โฆษณาเป็นเท็จหรือเกินจริง ขอเงินคืนไม่ได้เมื่อสินค้ามีปัญหา และสินค้าชำรุดบกพร่อง
นางสาวนิสรากล่าวว่า รูปแบบที่น่าห่วงคือการหลอกลงทุนและหลอกให้รัก ซึ่งออกแบบมาอย่างแนบเนียนจนคนทั่วไปแยกแยะได้ยาก และกว่าผู้เสียหายจะรวบรวมหลักฐานไปแจ้งความ ข้อมูลผู้ลงโฆษณาก็อาจถูกลบไปแล้ว ดังนั้น การเก็บข้อมูลเพียง 90 วันจึงอาจไม่เพียงพอ ขอยกตัวอย่างกรณีฐานข้อมูลของไลน์ที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกว่าจะประสานผ่านตัวแทนในไทยไปถึงปลายทางและตรวจสอบ มักใช้เวลาเกิน 30 - 60 วัน เมื่อข้อมูลถูกลบไปก่อนก็ตามต้นทางไม่ได้ จึงเสนอให้ขยายเวลาเก็บข้อมูลเป็น 1 ปี เพื่อรักษาสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้บริโภค
“การถูกหลอกไม่ใช่ความผิดของผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะระบบยังไม่มีการคัดกรองและป้องกันที่ดีพอ หน้าที่สกัดโฆษณาหลอกลวงตั้งแต่ต้นทางเป็นของแพลตฟอร์มและหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องระแวงและป้องกันตัวเองตามลำพัง สิ่งที่เราผลักดันคือทำให้ทั้งระบบปลอดภัยขึ้น และเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ผู้บริโภคต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม”นางสาวนิสรากล่าว
นางสาวนิสรากล่าวว่า ความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าประเทศไทยยังไม่มีระบบป้องกันและกำกับดูแลแพลตฟอร์มแบบครบวงจร สภาผู้บริโภคจึงเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนต่อเอ็ตด้า รับผิดชอบและไม่ปล่อยมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ ดังนี้
1.สั่งเฟซบุ๊กเยียวยาทันที ชดเชยผู้บริโภคที่ร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฉพาะที่สภาผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสภาผู้บริโภคย้ำว่าข้อมูลร้องเรียนสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Trace Back) ไปยังต้นทางได้ และคาดหวังให้ชดเชยกลุ่มแรกได้ครบ 100%
2.อุดช่องโหว่โฆษณาเสี่ยง เร่งบังคับใช้มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทันที โดยลดกรอบเวลาจาก 180 วัน เพราะประกาศให้ยืนยันตัวตนที่ออกเมื่อพฤษภาคมจะมีผลอีกราว 6 เดือน ทำให้ยังมีผู้ถูกหลอกเพิ่มในระหว่างนี้ พร้อมเริ่มจากกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างหลอกลงทุน หลอกกู้เงิน และเว็บพนัน ขยายเวลาเก็บข้อมูลผู้ซื้อโฆษณาจาก 90 วัน เป็น 1 ปี ยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาด้วยระบบ e-KYC และจัดทำคลังโฆษณาให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
3.บังคับขึ้นทะเบียน ให้แพลตฟอร์มที่ให้บริการในไทยต้องขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 32 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 เพื่อให้มีนิติบุคคลผู้รับผิดชอบตามกฎหมายไทยคอยประสานระงับเหตุและเยียวยาผู้บริโภคได้ทันท่วงที ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ประสานงาน
4.ตั้งเงินสำรองเยียวยา ให้ผู้บริโภคแจ้งระงับโฆษณาอันตรายได้ทันที และหากพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากแพลตฟอร์มคัดกรองไม่ดีพอ หรือปล่อยให้อัลกอริทึมขยายโฆษณาหลอกลวง แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดและสำรองเงินเยียวยาผู้บริโภคโดยตรง เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายที่สูญเงินจนกระทบการใช้ชีวิตในระยะสั้น
5.ปิดสวิตช์อัลกอริทึมหลอกลวง นำหลักหน้าที่ความรับผิดชอบ (Duty of Care) มาบังคับใช้ ทั้งหยุดอัลกอริทึมที่ยิงซ้ำโฆษณาหลอกลวงเข้าหาคนที่อ่อนไหว คุ้มครองกลุ่มเสี่ยงอย่างเยาวชนต่ำกว่า 16 ปี และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ที่ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ประจำ รวมถึงคัดกรองด้วย AI ควบคู่คนจริง และนำโฆษณาหลอกลวง (Scam Ads) ออกทันทีเมื่อตรวจพบ
ผู้เสียหายรายหนึ่งเปิดเผยว่า เริ่มจากเห็นโฆษณาบนเฟซบุ๊กชักชวนสอนเล่นหุ้นฟรี ก่อนมีโทรศัพท์โทรเข้ามาและพาเข้ากลุ่มไลน์ ภายในกลุ่มมีการอ้างอิงหุ้นจริงที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันเทรดที่โหลดได้จากแอปสโตร์ (App Store) ทำให้ดูน่าเชื่อถือ จากเงินลงทุนราว 1.9 ล้านบาท ระบบแสดงยอดเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านบาทภายในเดือนเดียว แต่เมื่อจะถอนเงินกลับถูกเรียกเก็บค่าคอมมิชชันเพิ่มอีกหลายแสนบาท สุดท้ายความเสียหายรวมเป็นเงินหลายล้านบาท โดยเงินถูกโอนผ่านบัญชีม้าและแปลงเป็นคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อตัดการตามรอย ขณะที่ผู้สอนที่ปรากฏก็ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นคนจริงหรือระบบอัตโนมัติ
ด้านนางสาวพลอย เจริญสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ เอ็ตด้า กล่าวว่า ข้อเสนอของสภาผู้บริโภคสอดคล้องกับแนวทางที่เอ็ตด้ากำลังดำเนินการอยู่ โดยที่ผ่านมาได้ออกมาตรการให้แพลตฟอร์มนำโพสต์หลอกลวงออก (Take Down) และให้ยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา (KYC) แล้ว และกำลังพิจารณามาตรการเชิงป้องกันเพิ่มเติมเพื่อลดและเฝ้าระวังโพสต์หลอกลวง รวมถึงลดการเข้าถึงกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ
นางสาวพลอยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติเพียงจดแจ้งยังไม่สามารถบังคับให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในไทยได้ จึงอยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มฉบับใหม่ที่จะให้อำนาจกำหนดว่าบริการลักษณะใดต้องมาจดทะเบียนหรือมีตัวแทนรับผิดชอบในไทย ส่วนแนวคิดเรื่องเงินสำรองเยียวยานั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (กฎหมายบัญชีม้า) ที่ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะนำข้อเสนอของสภาผู้บริโภคไปหารือกับแพลตฟอร์มเพื่อกำหนดมาตรการที่บังคับได้จริง
รายงานข่าวแจ้งว่า การยื่นข้อเสนอข้างต้นของสภาผู้บริโภคเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง ภายหลังสภาผู้บริโภคยื่นฟ้องแพลตฟอร์มและธนาคารที่เกี่ยวข้องไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในต่างประเทศมีภาระและข้อจำกัดสูง ทั้งการส่งหมายและการพิสูจน์ที่ตั้งหรือสถานะตัวแทนในประเทศไทย การผลักดันเชิงนโยบายควบคู่กันไปจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะคุ้มครองผู้บริโภคได้กว้างและเร็วกว่า




