'ณัฐพงษ์' เผย ป.ป.ช. ต้องตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันที ไม่ต้องรอคำร้อง พ.ร.บ.ฮั้วประมูล ชี้ชัด หากส่อทุจริตเจ้าหน้าที่ต้องเดินหน้าตามขั้นตอน
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับข้อครหาในโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่า ป.ป.ช. สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำร้อง เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) มาตรา 14 วรรคสอง กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ จำเป็นต้องดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ในการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร 2 คณะที่ผ่านมา ได้แก่ คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มีตัวแทนจาก ป.ป.ช. เข้าร่วมประชุมด้วย ดังนั้น หากพบพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางฮั้วประมูล เช่น การล็อกสเปก การเสนอราคาล่วงหน้า หรือการยื่นเสนอราคาที่ใกล้เคียงกับราคากลางอย่างผิดปกติ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. จำเป็นต้องดำเนินการสอบสวนทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีผู้ร้องเรียน หากเพิกเฉยอาจเข้าข่ายมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า น.ส.รักชนก ศรีนอก ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามงบฯ ได้เปิดเผยในที่ประชุมว่า จะส่งข้อสังเกตจากการประชุมไปยัง ป.ป.ช. ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ต่างๆ อย่างชัดเจน ดังนั้น มีข้อมูลทั้งในส่วนของถ้อยคำชี้แจงและหลักฐานเชิงลายลักษณ์อักษร จึงเป็นสารตั้งต้นที่เพียงพอให้ ป.ป.ช. เดินหน้าตรวจสอบได้ทันที โดยไม่ต้องรอการยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ ส่วนกระบวนการเรียบเรียงคำร้องจะดำเนินการควบคู่ขนานกันไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาเป็นเดือนในการร่างคำร้อง
“หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. มีหน้าที่ทำงานเชิงรุก ข้อสังเกตส่งไปจะเป็นลายลักษณ์อักษร หากได้รับ ป.ป.ช. สามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องรอคำร้อง” นายณัฐพงษ์กล่าว
สำหรับกรณี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าสามารถยื่นตรวจสอบโครงการได้ทันที นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เป็นเรื่องปกติที่ผู้ถูกพาดพิงจะออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ตนมองว่าสิ่งที่จะช่วยพิสูจน์ความโปร่งใสได้ดีที่สุด คือการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อสาธารณะ พร้อมทั้งทบทวนการดำเนินโครงการนี้อีกครั้ง นอกจากนี้ หากประชาชนจำนวนมากเกิดข้อสงสัยและความผิดปกติในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทำไมรัฐมนตรีไม่พิจารณายกเลิกโครงการเสียก่อน เนื่องจากตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ มีช่องทางทางสัญญาที่ระบุไว้ชัดเจนว่า หากโครงการใดทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือกระทบประโยชน์สาธารณะ ก็สามารถยกเลิกและเปิดประมูลใหม่ตามขอบเขตงาน (TOR) ได้




