ทนายความพา 3 ลูกเรือ 'มยุรีนารี' ฟ้องศาลแรงงานกลาง เอาผิด บ.พรีเชียส ชิพปิ้ง บังคับลูกเรือแล่นเรือฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ ช่วงสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ จนเรือถูกยิง มีลูกเรือตาย ป่วยเป็น PTSD แต่เอกชนเยียวยาไม่เป็นธรรม ชี้คดีนี้เป็นประวัติศาสตร์กำหนดมาตรฐานคุ้มครองแรงงานทำงานในน่านน้ำสากล
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 10 กรกฏาคม 2569 นายกัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากกลุ่มลูกเรือบางส่วนของเรือสินค้า "มยุรีนารี" (M/V Mayuree Naree) ได้นำลูกเรือ 3 รายเข้ายื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและค่าเสียหายจากกลุ่มบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL, บริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด ในฐานะเจ้าของเรือ, บริษัท เกรท เซอร์เคิล ชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด และนายสถาพร กัปตันเรือ ในข้อหาละเมิด เลิกจ้างไม่เป็นธรรม และละเลยความรับผิดชอบในการดูแลรักษาเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการที่บริษัทสั่งให้เรือเดินผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนั้นเป็นพื้นที่สู้รบอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้เรือถูกโจมตี มีผู้เสียชีวิต และลูกเรือหลายราย โดยเฉพาะโจทก์ทั้งสามราย ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคเครียดภายหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถาวร โดยเรียกร้องค่าเสียหายรวมมูลค่าหลายล้านบาทต่อคน
นายกัณต์พัศฐ์ ได้เปิดเผยรายละเอียดของคดีความว่า จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อบริษัทได้มีคำสั่งให้เรือ "มยุรีนารี" (M/V Mayuree Naree) ซึ่งเป็นเรือสินค้าของบริษัท เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังทวีความตึงเครียดถึงขีดสุด กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) ของอิหร่าน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนอย่างชัดเจนถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และมีคำสั่งห้ามเรือต่างชาติ รวมถึงเรือของรัฐต่างประเทศ หรือเรือทุกประเภทที่ไม่ได้รับอนุญาต เดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวโดยเด็ดขาด การตัดสินใจของบริษัทในการสั่งให้เรือเดินหน้าฝ่าเข้าไปในพื้นที่อันตรายที่ทราบดีว่ามีการสู้รบและมีการแจ้งเตือนห้ามผ่าน ถือเป็นการนำพาลูกเรือและชีวิตของพวกเขาไปเผชิญกับความเสี่ยงอันตรายอย่างร้ายแรงและไร้ซึ่งความรับผิดชอบ ผลจากการตัดสินใจอันประมาทเลินเล่อครั้งนั้น ทำให้เรือมยุรีนารีถูกโจมตี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตบนเรือ และลูกเรือคนอื่นๆ จำนวนมากได้รับบาดเจ็บ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะโจทก์ทั้งสามรายที่มายื่นฟ้องในวันนี้
ลูกเรือป่วย PTSD: ชีวิตไม่เหมือนเดิม-สูญเสียอาชีพถาวร
นายกัณต์พัศฐ์ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า หลังจากเหตุการณ์การโจมตีเรือ "มยุรีนารี" ลูกเรือจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบาก โดยเฉพาะโจทก์ทั้งสามรายที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นทางการแล้วว่า ป่วยเป็นโรค PTSD หรือโรคเครียดภายหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนใจ ซึ่งเป็นภาวะทางจิตเวชที่เกิดจากการที่บุคคลต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง อาการของโรคนี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นทันที แต่จะค่อยๆ พัฒนาและแสดงออกมาในระยะเวลาต่อมา เช่น มีอาการตกใจง่ายเมื่อได้ยินเสียงดัง มีภาวะวิตกกังวลสูง ฝันร้ายซ้ำซ้อน มีความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์ และไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ลูกเรือรายหนึ่งซึ่งมีอายุ 33 ปี และเป็นหนึ่งในโจทก์ที่ยื่นฟ้องในวันนี้ ได้แสดงอาการตื่นตระหนกและต้องเดินออกไปจากพื้นที่การแถลงข่าวเมื่อมีเสียงดังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของอาการ PTSD ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่
นายกัณต์พัศฐ์เน้นย้ำว่า โรค PTSD เป็นภาวะที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาที่ยาวนาน ซึ่งแพทย์ยังไม่สามารถยืนยันระยะเวลาที่ชัดเจนได้ โดยอาจกินเวลานานเป็นปี และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้น อาจสูงถึงหลักล้านบาทต่อคน ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ ลูกเรือเหล่านี้ไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพคนประจำเรือได้อีกแล้ว เนื่องจากสภาพจิตใจที่ไม่พร้อมในการเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก หรือความเสี่ยงใดๆ บนท้องทะเลอีกต่อไป การสูญเสียอาชีพในระยะยาวเช่นนี้ ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหางานใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อรายได้และความมั่นคงในชีวิตอย่างรุนแรง
บริษัทปฏิเสธความรับผิดชอบ: เยียวยาไม่เป็นธรรม-ละเลยผู้ป่วย
นายกัณต์พัศฐ์กล่าวถึงข้อพิพาทกับบริษัทว่า ภายหลังเหตุการณ์ บริษัทได้มีการเลิกจ้างพนักงานและจ่ายค่าชดเชย แต่ค่าชดเชยที่ได้รับนั้นไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ลูกเรือมีสัญญาจ้างงานระยะเวลา 9 เดือน แต่กลับได้รับค่าชดเชยเพียง 2 เดือน ซึ่งในจำนวน 2 เดือนนี้ ยังรวมถึงค่าจ้างที่พึงได้รับตามปกติในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน อันเป็นช่วงที่เกิดเหตุและต่อมามีการบอกเลิกสัญญา เท่ากับว่าบริษัทไม่ได้มีการชดเชยเยียวยาเพิ่มเติมอย่างแท้จริงจากการถูกเลิกจ้างก่อนกำหนด หรือจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เรือถูกโจมตี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีการเจรจาพูดคุยกับบริษัทเกี่ยวกับประเด็นความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์และการดูแลรักษาเยียวยาลูกเรือที่ป่วยเป็นโรค PTSD บริษัทกลับปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยให้เหตุผลว่าอาการป่วย PTSD ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีในวันที่เลิกจ้าง จึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของบริษัท ทนายความมองว่าการกระทำของบริษัทเป็นการผลักภาระและละเลยความรับผิดชอบต่อลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งที่ไม่เหมาะสมของตนเอง
เรียกร้องความเป็นธรรมและกำหนดบรรทัดฐานคุ้มครองแรงงานไทย
นายกัณต์พัศฐ์ระบุว่า จากการที่การเจรจาในชั้นกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานไม่เป็นผลสำเร็จ บริษัทไม่มีท่าทีที่จะแสดงความรับผิดชอบอย่างที่ควรจะเป็น ลูกเรือจึงจำเป็นต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมของศาลแรงงานกลาง เพื่อให้ศาลพิจารณาถึงความรับผิดชอบของบริษัทตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 425 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการละเมิด
ทนายความเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของบริษัทในการนำเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งที่ทราบดีถึงอันตราย เป็นการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ลูกเรือจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยเยียวยาสำหรับความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยจากการสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพในระยะยาว
การฟ้องร้องในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกเรือทั้งสามรายเท่านั้น แต่ยังเป็นการกำหนดบรรทัดฐานที่สำคัญในการคุ้มครองสวัสดิภาพและสิทธิของแรงงานไทยที่ทำงานในน่านน้ำสากล เพื่อให้บริษัทผู้ประกอบการตระหนักถึงความรับผิดชอบสูงสุดในการดูแลความปลอดภัยและชีวิตของลูกจ้าง มิให้นำชีวิตของพวกเขาไปเสี่ยงอันตรายจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ และต้องมีความรับผิดชอบในการเยียวยาอย่างเหมาะสมหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น ทนายความและลูกเรือต่างหวังว่าศาลจะให้ความเป็นธรรมในคดีนี้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าชีวิตและสวัสดิภาพของแรงงานต้องได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่.




