News Logo
หน้าแรก
กสม. ชี้ ตร.ยะลา ทำเกินกว่าเหตุ สกัดค้นเยาวชนจนบาดเจ็บ

กสม. ชี้ ตร.ยะลา ทำเกินกว่าเหตุ สกัดค้นเยาวชนจนบาดเจ็บ

10 ก.ค. 2569 16:53
ผู้ชม 12 คน

กสม. เผยผลตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา ใช้กำลังสกัดตรวจค้นเยาวชนจนได้รับบาดเจ็บ ชี้เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ พร้อมเสนอแนะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทบทวนคู่มือยุทธวิธี และกวดขันการบังคับใช้ระเบียบติดกล้องปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงผลตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา (สภ.เมืองยะลา)  ใช้กำลังสกัดตรวจค้นเยาวชนจนได้รับบาดเจ็บ ชี้เป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ พร้อมแนะสำนักงานตำรวจแห่งชาติทบทวนคู่มือยุทธวิธี และบังคับใช้ระเบียบการติดกล้องประจำตัวอย่างเคร่งครัด 

นายวสันต์ ระบุว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนธันวาคม 2568 กรณีช่วงดึกวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา ผู้ถูกร้อง ได้ตั้งจุดสกัดบริเวณถนนสายภิรมย์รัตน์ ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อมา หลานชายของผู้ร้องอายุ 16 ปี (ผู้เสียหายที่ 1) ขับรถจักรยานยนต์ โดยมีเพื่อนอายุ 15 ปี (ผู้เสียหายที่ 2) นั่งซ้อนท้าย 

เมื่อขับมามาถึงบริเวณจุดสกัด ผู้ถูกร้องสั่งให้หยุดรถ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ตกใจและเข้าใจว่าอาจถูกดำเนินคดี จึงชะลอความเร็วแต่ยังคงเคลื่อนที่ ผู้ถูกร้องจึงผลักรถจักรยานยนต์จนเสียหลักไปชนกับรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนน ทั้งนี้ ภายหลังผู้เสียหายล้มลงแล้ว ผู้ถูกร้องยังใช้เท้าถีบและเตะผู้เสียหายทั้งสองหลายครั้ง ทั้งที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่มีท่าทีขัดขืนต่อสู้และไม่มีอาวุธใด

ส่งผลให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ โดยผู้เสียหายที่ 1 หมดสติระหว่างส่งตัวและฟื้นคืนสติเมื่อถึงโรงพยาบาลยะลา ส่วนผู้เสียหายที่ 2 มีอาการแน่นหน้าอกและรู้สึกจะอาเจียน ต่อมาผู้ถูกร้องตรวจค้นรถจักรยานยนต์และร่างกายของผู้เสียหายทั้งสองแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ผู้ร้องเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินสมควรแก่เหตุและเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก จึงขอให้ตรวจสอบ

ทั้งนี้ กสม. ได้ตรวจสอบพยานหลักฐาน ทั้งจากกล้องวงจรปิด กล้องบันทึกภาพและเสียงติดตัวเจ้าหน้าที่ รวมถึงใบรับรองแพทย์ พบว่า ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา ตั้งจุดสกัดเร่งด่วนเพื่อตรวจสอบกลุ่มวัยรุ่นที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ก่อกวน บริเวณถนนสายภิรมย์รัตน์ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งล้ำเข้าไปในเส้นทางเดินรถ แล้วใช้แขนกระแทกตัวผู้เสียหายขณะรถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ส่งผลให้รถเสียหลักล้มและชนกับรถยนต์ที่จอดริมถนน จนผู้เสียหายทั้งสองรายได้รับบาดเจ็บ 

แต่ทั้งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานภาพเคลื่อนไหวสนับสนุนข้อกล่าวหาว่ามีการใช้เท้าถีบหรือเตะผู้เสียหายภายหลังการควบคุมตัว รวมถถึงไม่ปรากฏไฟล์ภาพจากกล้องบันทึกภาพและเสียงติดตัวของเจ้าหน้าที่นายที่เข้ากระแทกรถจักรยานยนต์ในช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 ประกอบระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เรื่องกำชับการปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด กำหนดให้ต้องบันทึกภาพและเสียงต่อเนื่องตลอดการปฏิบัติหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องอ้างข้อจำกัดด้านหน่วยความจำของอุปกรณ์และระยะเวลาการปฏิบัติราชการที่ต่อเนื่องเกินกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน จึงไม่สามารถบันทึกภาพได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเด็นนี้ กสม. เห็นว่ากระทบต่อหลักความโปร่งใสและภาระการพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของหลักนิติรัฐในการตรวจสอบการใช้อำนาจ

ดังนั้น กสม. พิจารณาเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ใช้ร่างกายเข้าปะทะยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเพื่อสกัดจับ เป็นวิธีการที่เกินสมควรแก่เหตุและขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) และหลักความจำเป็น (Principle of Necessity) ในการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตทั้งต่อผู้เสียหายและตัวเจ้าหน้าที่เอง ทั้งที่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่านี้

นอกจากนี้ เมื่อผู้เสียหายเป็นเด็กและเยาวชน การเลือกใช้วิธีที่มีความเสี่ยงสูงยังขัดต่อหลักการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กดังที่ปรากฏในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 7 และข้อ 9 ที่ห้ามการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมและการควบคุมตัวโดยอำเภอใจ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเห็นควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาต่อไป เนื่องจากพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด 

ยิ่งไปกว่านั้น กสม. พบปัญหาเชิงระบบว่า กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนที่กำหนดให้ผู้ร้องต้องเดินทางไปยังสถานีตำรวจหลายครั้งเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง มีความยุ่งยากซับซ้อนจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องตัดสินใจถอนเรื่องและไม่ติดใจดำเนินคดี ซึ่งความล่าช้าและภาระในการเข้าถึงการรับบริการนี้ ถือเป็นอุปสรรคเชิงระบบต่อสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม จึงถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น กสม. จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ สภ.เมืองยะลา ให้ทบทวนคู่มือยุทธวิธีตำรวจเพื่อกำหนดข้อห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ใช้ร่างกายเข้าปะทะยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เว้นแต่มีภยันตรายร้ายแรงใกล้จะถึง การบังคับใช้ระเบียบการบันทึกภาพและเสียงการตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดพร้อมกำหนดโทษทางวินัยกรณีละเลย และการเยียวยาชดเชยความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม 

นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยัง ตร. ให้บูรณาการความร่วมมือกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดภาระการเดินทางของประชาชน และในกรณีที่ผู้ร้องเรียนเป็นเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้บังคับบัญชาโดยตรงเข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยตามลำพัง ควรมีนักจิตวิทยาหรือบุคคลที่สามที่ไว้วางใจได้ร่วมรับฟังทุกครั้ง เพื่อป้องกันสภาวะจำยอมทางจิตวิทยาและคุ้มครองสิทธิของเด็กในกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสม. จี้รัฐแก้ราคาน้ำนมดิบตกต่ำ แนะทำนมโรงเรียน 365 วัน
กสม. จี้รัฐแก้ราคาน้ำนมดิบตกต่ำ แนะทำนมโรงเรียน 365 วัน