ศาลอาญาตัดสินยกฟ้อง "แอม ไซยาไนด์" พ้นผิดคดีฆ่าแม่ค้าผัก ระบุพยานหลักฐานทางการแพทย์และประจักษ์พยานไม่น่าเชื่อถือ ปมหนี้ 6 หมื่นบาทไม่เป็นมูลเหตุจูงใจ สวนทางข้อเท็จจริง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ "แอม ไซยาไนด์" อายุ 39 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จากกรณีการเสียชีวิตของ นางรสจรินทร์ นิลน้อย หรือ "พี่น้อย" แม่ค้าผัก โดยศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย
คดีนี้เป็นคดีที่ 5 ในชุดคดีของ "แอม ไซยาไนด์" หมายเลขดำ อ.857/2568 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในอาหาร โดยมีเจตนาฆ่านางรสจรินทร์ ผู้ตาย ซึ่งเป็นแม่ค้าผัก โดยมีมูลเหตุจูงใจมาจากการที่จำเลยต้องการฆ่าล้างหนี้จำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยยืมเงินผู้ตายไป และเพื่อให้สามีของผู้ตายต้องชดใช้หนี้ในมูลค่าที่สูงกว่าที่ยืมไป จำเลยได้ผสมไซยาไนด์ลงในสลัดผักให้ผู้ตายรับประทาน ก่อนที่ผู้ตายจะมีอาการเป็นลมชักและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญดังนี้
พยานหลักฐานทางการแพทย์: นายแพทย์ผู้รักษาผู้เสียชีวิตได้เบิกความว่า เลือดของผู้ตายมีภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือได้รับสารพิษ อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าผู้ตายได้รับสารพิษจากสารไซยาไนด์ และไม่สามารถระบุได้ว่าสารพิษเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายด้วยวิธีใด หรือใครเป็นผู้นำเข้าสารพิษนั้น มีเพียงข้อมูลระบุว่าเลือดเป็นกรดเท่านั้น พยานหลักฐานส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยเป็นผู้วางยาไซยาไนด์ให้ผู้ตายรับประทาน
พยานประจักษ์พยาน: พยานที่เป็นลูกจ้างของผู้ตายได้ให้การว่า พบเห็นจำเลยนำสลัดผักมาให้ผู้ตายรับประทาน และจำรถของจำเลยได้เนื่องจากจำเลยมาหาผู้ตายบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม พยานไม่สามารถตอบคำถามค้านของทนายจำเลยได้ว่าจำเลยใช้รถยนต์ยี่ห้อใด ซึ่งทำให้คำให้การของพยานในส่วนนี้มีน้ำหนักลดลง และไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้นำสลัดมาให้ผู้ตายรับประทานจริง
มูลเหตุจูงใจในการฆ่า (ปมหนี้สิน): โจทก์อ้างว่าจำเลยมีมูลเหตุจูงใจในการฆ่าเพื่อล้างหนี้จำนวน 60,000 บาท แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่าผู้ตายได้นำรถยนต์มาจำนำกับจำเลยในจำนวนเงิน 100,000 บาท และได้ชำระหนี้คืนให้แก่จำเลยไปแล้ว 50,000 บาท ซึ่งแตกต่างจากข้ออ้างของโจทก์อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ หลังจากผู้เสียชีวิต สามีของผู้ตายได้ชดใช้หนี้ค่าจำนำรถยนต์แก่จำเลยเป็นจำนวน 300,000 บาท หลังจากมีการต่อรองลดจาก 600,000 บาท ซึ่งสามีของผู้ตายได้ชดใช้เงินจนครบและได้รถยนต์คืนไปแล้ว สถานการณ์เรื่องหนี้สินจึงไม่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจให้จำเลยก่อเหตุดังที่โจทก์กล่าวอ้างได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เชื่อมโยงเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องร้อง จึงมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีนี้
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาคดีของ "แอม ไซยาไนด์" ฐานฆ่าผู้อื่นมาแล้วรวม 4 คดี ดังนี้
คดีที่ 1: วางยาฆ่า น.ส.ศิริพร หรือ "ก้อย" ขันวงษ์ เสียชีวิตที่ท่าน้ำ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศาลสั่งประหารชีวิต
คดีที่ 2: วางยาฆ่า พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือ "สารวัตรปู" ศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตเนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์
คดีที่ 3: วางยาฆ่า น.ส.นิดยา แก้วบุปผา วิศวกรสาว ที่ จ.นครปฐม ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอว่าจำเลยครอบครองไซยาไนด์ หรือประสงค์ต่อทรัพย์
คดีที่ 4: วางยาฆ่า ร.ต.อ.หญิง สุกานดา วิมลมาลย์ หรือ "ผู้กองปุ๋ย" อดีตรองสารวัตรการเงิน สภ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น โดยใส่สารพิษในเครื่องดื่ม ศาลพิพากษาประหารชีวิต และลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต




