ศาลอาญาพิพากษาคดี Forex 3D จำคุก 'อภิรักษ์ โกฎธิ -พวก' คนละ 49,110 ปี ติดจริง ปรับบริษัท 4.9 พันล้าน คืนเงินผู้เสียหาย 9,822 ราย ยกฟ้อง "พิ้งกี้-แม่-พี่ชาย"
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีฉ้อโกงประชาชนจากการหลอกลงทุน Forex 3D คดีหมายเลขดำที่ 853/2564, 265/2565 และ 2047/2565 ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอภิรักษ์ โกฎธิ กับพวกรวม 24 ราย เป็นจำเลยที่ 1-24
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาสั่งลงโทษจำคุกนายอภิรักษ์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5, 9, 11 และ 21 คนละ 49,110 ปี แต่จำคุกสูงสุดอยู่ที่ 20 ปี ตามกฎหมาย และพร้อมให้ร่วมกันชดใช้คืนเงินให้ผู้เสียหายตามจริงพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 และสั่งปรับจำเลยที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคล รายละกัน 4,911 ล้านบาท
ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 17 คน ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทหรือบุคคลในครอบครัว ศาลพิจารณาแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ จึงมีคำสั่งยกฟ้อง เช่นเดียวกับ น.ส.สาวิกา หรือ พิ้งกี้ จำเลยที่ 7 , นางสรินยา , นายกิตติเชษฐ์ แม่และพี่ชายของ น.ส.สาวิกา ที่ศาลยกฟ้องเนื่องจากเป็นเพียงนักลงทุน ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประกอบกิจการ
สำหรับรายละเอียดคำพิพากษา ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า นายอภิรักษ์ จำเลยที่ 1, บริษัท อาร์ เอ็ม เอส แฟมิเลี่ย จำกัด จำเลยที่ 2, บริษัท มี ดี เพย์ จำกัด จำเลยที่ 3, นายสุภิญโญ จำเลยที่ 5, นายณัฐธีร์ จำเลยที่ 9, นายธรรศิวรรฒ จำเลยที่ 11 และน.ส.ภคมน จำเลยที่ 21 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) และพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้ง 7 รายเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด
สำหรับนายอภิรักษ์ จำเลยที่ 1 นายสุภิญโญ จำเลยที่ 5 นายณัฐธีร์ จำเลยที่ 9 นายธรรศิวรรฒ จำเลยที่ 11 และน.ส.ภคมน จำเลยที่ 21 ศาลลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 9,822 กระทง คิดเป็นโทษจำคุกคนละ 49,110 ปี แต่เมื่อรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว คงจำคุกจำเลยแต่ละราย 20 ปี
ส่วนบริษัท อาร์ เอ็ม เอส แฟมิเลี่ย จำกัด จำเลยที่ 2 และบริษัท มี ดี เพย์ จำกัด จำเลยที่ 3 ศาลลงโทษปรับกระทงละ 500,000 บาท รวม รายละ 4,911 ล้านบาท หากไม่ชำระค่าปรับ ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
นอกจากนี้ ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 9, 11 และ 21 ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายจำนวน 9,822 ราย ตามจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละรายถูกฉ้อโกงหรือให้กู้ยืม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายแต่ละรายให้กู้ยืมหรือถูกฉ้อโกงจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด ให้ปรับเปลี่ยนตามนั้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ขณะเดียวกัน ศาลมีคำพิพากษา ยกฟ้องจำเลยที่ 4, 6-8, 10, 12-20 และ 22-24 ส่วนคำขออื่นให้ยก
โดยน.ส.สาวิกา ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมเปิดเผยเพียงสั้น ๆ ว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งตน มารดา และพี่ชาย อย่างไรก็ตาม นางสาวสาวิการะบุว่ายังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ในขณะนี้ เนื่องจากต้องเตรียมตัวเดินทางไปรับมารดาและพี่ชายที่ทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ด้านนายพิสิษฐ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความของบิดา มารดา และน้องชายของนายอภิรักษ์ โกฎธิ ผู้ก่อตั้ง Forex-3D เปิดเผยว่า คดีนี้ใช้เวลาสืบพยานนานประมาณ 5 ปี และถือเป็นการอ่านคำพิพากษาที่ใช้เวลานานที่สุดในชีวิตการทำงานของตน ซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายอภิรักษ์ รวมถึงจำเลยรายที่ 5, 9, 11 และ 21 โดยสั่งจำคุกคนละ 49,110 ปี แต่สั่งจำคุกสูงสุดได้อยู่ที่ 20 ปีตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่จำเลยที่เหลือศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยสรุปมีจำเลยทั้งหมด 24 ราย ศาลลงโทษ 7 ราย และยกฟ้อง 17 คน
สำหรับกลุ่มที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ Forex-3D ทั้งในส่วนของเส้นทางการเงิน การโฆษณา และการดำเนินธุรกิจ ขณะที่กลุ่มที่ศาลยกฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทหรือบุคคลในครอบครัว ซึ่งศาลพิจารณาแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างกรณีบิดา มารดา และน้องชายของนายอภิรักษ์ ซึ่งตนเป็นทนายความให้ ศาลยกฟ้องเนื่องจากเป็นเพียงบุคคลในครอบครัว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของนายอภิรักษ์
ส่วนกรณีของน.ส.สาวิกา ศาลยกฟ้องเนื่องจากเป็นเพียงนักลงทุน ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประกอบกิจการ ขณะที่มารดาของน.ส.สาวิกาก็มีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกัน คือเป็นเพียงนักลงทุน ส่วนพี่ชายพิ้งกี้เป็นเพียงผู้มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทที่จดทะเบียนไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านั้น และไม่ได้เข้าร่วมบริหารบริษัท
ด้านนายวรยุทธ บุญวงษ์ใส ทนายความของพี่ชายน.ส.สาวิกา เปิดเผยถึงแนวทางการต่อสู้คดีว่า ได้ต่อสู้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยพี่ชายน.ส.สาวิกาอยู่ในฐานะกรรมการบริษัท และรู้จักกับนายอภิรักษ์ ก่อนจะร่วมกันจัดตั้งบริษัทในช่วงแรก ซึ่งเดิมมีวัตถุประสงค์ที่จะทำธุรกิจด้านขนส่ง ไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจ Forex-3D
ต่อมานายอภิรักษ์ได้ดำเนินการเกี่ยวกับบริษัทเอง ทั้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ตราประทับ และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ จนกระทั่งพี่ชายน.ส.สาวิกาเดินทางกลับจากต่างประเทศ จึงทราบว่านายอภิรักษ์ดำเนินธุรกิจดังกล่าว และเข้าไปรับรู้เพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้เข้าร่วมบริหารหรือร่วมดำเนินธุรกิจ
ด้านนายพิสิษฐ์ ยังกล่าวถึงเหตุผลที่ศาลยกฟ้องว่า ในคดีระบบกล่าวหา ฝ่ายจำเลยจำเป็นต้องนำเสนอข้อเท็จจริงผ่านการถามค้านพยาน เพื่อให้ศาลเห็นว่าข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนและคำเบิกความของพยานโจทก์มีข้อเท็จจริงส่วนใดที่ไม่ถูกต้อง และยืนยันว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด โดยคดีนี้มีทนายความหลายทีมที่แยกกันต่อสู้คดีให้กับจำเลยแต่ละกลุ่ม
ส่วนเหตุผลที่ศาลพิพากษาลงโทษนายอภิรักษ์ นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีความชัดเจนว่านายอภิรักษ์กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ทั้งในส่วนการชักชวน การฉ้อโกงประชาชน และการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ขณะที่จำเลยที่ศาลยกฟ้อง ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่ชัดแจ้งเพียงพอว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามที่กล่าวหา
สำหรับการอุทธรณ์ นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่ากลุ่มจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุกจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เนื่องจากทีมทนายที่ให้สัมภาษณ์เป็นทนายของกลุ่มจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้องทั้งหมด
ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับการยกฟ้อง นายวรยุทธ ระบุว่า ในส่วนของพี่ชายน.ส.สาวิกาจะเข้าสู่กระบวนการปล่อยตัว โดยศาลจะออกหมายปล่อย และดำเนินการตามขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์ คาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงประมาณ 20.00 น.
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า คำพิพากษามีรายละเอียดชัดเจน และมองว่าศาลได้ให้ความยุติธรรมกับจำเลย ซึ่งในวันนี้ไม่ทราบว่ามีผู้เสียหายเข้ารับฟังคำพิพากษาหรือไม่ เนื่องจากห้องพิจารณาคดีมีพื้นที่จำกัด โดยผู้ที่มาส่วนใหญ่เป็นญาติของจำเลยที่เดินทางมาให้กำลังใจ เนื่องจากคดีนี้จำเลยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการประกันตัวและต้องใช้เวลาต่อสู้คดีนานถึง 5 ปี
ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ ระบุด้วยว่า ตลอดระยะเวลาการสืบคดีประมาณ 5 ปี ไม่เคยพบผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนหรือเรียกร้องต่อกลุ่มจำเลยที่ศาลยกฟ้อง และจำเลยกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักหรือพบกับผู้เสียหายมาก่อน
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังเป็นเพียง คำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยและโจทก์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมายได้อีก




