ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แนบท้าย 31 ความผิด นิรโทษกรรมคดีการเมือง ครอบคลุมเหตุชุมนุม-แสดงออก ตั้งแต่ 1 ม.ค. 48 ถึง 16 ก.ค. 68 มีผลวันถัดจากวันที่ประกาศ ยกเหตุต้องใช้กฎหมายเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยดี
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 23 ส.ค.เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยมีข้อความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจ ทางการเมืองซึ่งได้กระทําตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. พ.ศ. 2568 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนํา และยินยอมของรัฐสภา
พร้อมระบุ บัญชีแนบท้าย 31 ฐานความผิด โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดการแตกแยกของความคิดทางการเมือง แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายไปทั่วประเทศ มีการผลัดกันชุมนุมทางการเมืองของประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่องตลอดมาโดยทําให้รัฐบาลได้ยกระดับการประกาศและบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมทางการเมืองอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลายเป็นการกระทําผิดต่อกฎหมาย ทั้งที่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมือง ในรูปแบบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งประชาชนผู้ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองและไม่ได้เข้าร่วมแสดงออกทางการเมือง แต่เมื่อได้มีการกระทําที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันมาจากความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะได้กระทําการใด ๆ ไปเพียงเพราะมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองหรือเจตนาต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยดี
นอกจากนี้แล้วสาเหตุอันสําคัญอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระทําของบุคคลเช่นว่านั่นก็อาจกล่าวได้ว่า เกิดมาจากการบังคับไช้กฎหมายที่ขาดความยึดหยุ่นจนนําไปสู่การเผชิญหน้าของประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจนเกิดกระทบกระทัางทางอารมณ์ต่อกัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้ประชาชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐจํานวนมากเกิดการบาดเจ็บล้มตาย และยังมีผู้เข้าร่วมชุมนุม หรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองโดยบริสุทธิ์อีกจํานวนมากต้องถูกจับกุมและดําเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งจากความผิดที่มีเจตนาที่แท้จริงเพียงต้องการแสดงความเห็นต่างทางการเมือง มิใช่เจตนาชั่วร้ายหรือเจตนากระทําความผิดทางอาญา
ด้วยปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติไม่เฉพาะแต่ทางการเมือง หากแต่มีผลกระทบถึงภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ การกระทําต่าง ๆ ของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หรือร่วมแสดงออกทางการเมืองแม้จะกลายเป็นการกระทาความผิดโดยสภาพ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นการกระทําความผิดที่แท้จริงแล้วผู้กระทํามิได้มีเจตนาชั่วร้าย หรือเจตนากระทําความผิดอาญาแต่อย่างใด
หากแต่เป็นเพียงเจตนาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่เกิดขึ้นเพียงเพราะความต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทําผิดอาญา หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงสมควรให้ประชาชนหรือบุคคลผู้ที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิด และต้องรับโทษอย่างรุนแรงด้วยเหตุดังกล่าวพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายและปราศจากมลทินมัวหมอง เพื่อเป็นการให้โอกาสกับประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง
อีกทั้งยังจะได้เป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยอันจะทําให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุขและร่วมกันพัฒนาประเทศชาติ ให้มีความเจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ.




