'ทวี' โต้ข่าวบิดเบือนกรณีกลั่นแกล้งรับ 'คดีฮั้ว สว.' เป็นคดีพิเศษและข่มขู่พยาน ยันเป็นมติ กคพ. หลังพบมูลฟอกเงินกว่า 300 ล้านบาท ส่วนการกันพยานเป็นอำนาจ กกต. ไม่ใช่ DSI พร้อมย้ำศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินชี้ขาดแล้วว่าไม่ได้แทรกแซง
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีที่มีการพาดพิงเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตนเอง ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่า 'กลั่นแกล้งรับคดีฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ' รวมถึงมีการข่มขู่พยานเพื่อให้ข้อมูลแลกกับการถูกกันไว้เป็นพยานไม่ดำเนินคดี โดย พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า การรับคดีพิเศษเป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า ตนไม่ได้สั่งการ ครอบงำ หรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กกต. หรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 แต่อย่างใด
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ประเด็นที่หนึ่งคือ การจะรับคดีใดเป็นคดีพิเศษไม่ได้เป็นการตัดสินใจของตน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือเจ้าหน้าที่ DSI คนใดคนหนึ่งอย่างที่จะพยายามบิดเบือน แต่ต้องเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ทั้งคณะ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญมาก อาทิ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อัยการสูงสุด, ผบ.ตร., ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นครูบาอาจารย์จากสถาบันต่างๆ รวม 20 กว่าท่าน
ทั้งนี้ มติที่ประชุมคณะกรรมการดังกล่าวชี้ขาดว่า คดีดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการฟอกเงินซึ่งมีมูลน่าเชื่อว่าจำนวนกว่า 300 ล้านบาทอยู่ด้วย มีข้อโต้แย้งหรือสงสัย กคพ. มีมติชี้ขาดคดีฟอกเงินมีมูลน่าเชื่อว่าเกินกว่า 300 ล้านบาทที่เป็นคดีพิเศษในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกลั่นแกล้งใครในการชี้ขาดว่าเป็นคดีพิเศษตามกฎหมายแล้ว การปล่อยข่าวว่ามีการกลั่นแกล้งกันรับเป็นคดีพิเศษยังเป็นการชี้หน้าดูถูกทุกคนที่อยู่ในคณะกรรมการคดีพิเศษด้วย
พ.ต.อ.ทวี ระบุต่อว่า ประเด็นที่สอง คือ การบิดเบือนข้อเท็จจริงทำนองว่าเจ้าหน้าที่ DSI ไปข่มขู่บังคับให้พยานให้ข้อมูลโจมตีบุคคลอื่น เพื่อแลกกับการที่ตัวพยานคนนั้นถูกกันเป็นพยานต่อไป ไม่ถูกดำเนินคดี ส่วนวันนี้จะขอกลับคำให้การนั้น ประเด็นนี้มีข้อเท็จจริงสำคัญว่า การกันพยานเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 65 และระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2563 กล่าวคือ การกันบุคคลไว้เป็นพยานเป็นอำนาจและการตัดสินใจของ กกต. ขณะที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 (ซึ่งเจ้าหน้าที่ DSI อยู่ในนี้) มีอำนาจเพียงเสนอความเห็นพร้อมเหตุผล มิใช่ผู้มีอำนาจกันพยานอย่างที่พยายามจะบิดเบือน

-1-

-2-
นอกจากนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า พ.ต.อ.ทวี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ไม่ได้สั่งการ ครอบงำ หรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กกต. หรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของตนยังอยู่ต่อไป ไม่สิ้นสุดลง คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลเด็ดขาดและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ ดังนั้น จึงไม่ควรมีคนไหนมาใส่ร้ายในประเด็นที่ศาลตัดสินไปแล้ว
“ประเด็นสำคัญ กกต. เป็นองค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. กำหนดว่า หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ก็มิได้หมายความว่า กกต. วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดแล้ว เพราะศาลเองก็ยังต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงและนำเสนอพยานหลักฐานก่อนวินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมาย มิใช่ กกต. ไปช่วยศาลฎีกาหรือใครพิสูจน์แทนศาลครับ” พ.ต.อ.ทวี ระบุ




