News Logo
หน้าแรก
สภาผู้บริโภคหวั่นกทม.เสี่ยงจมหนักอีก ชี้ผังเมืองใหม่กรุงเทพฯตัดทิ้ง

สภาผู้บริโภคหวั่นกทม.เสี่ยงจมหนักอีก ชี้ผังเมืองใหม่กรุงเทพฯตัดทิ้ง

29 ก.ย. 2569 17:48
ผู้ชม 3 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

สภาผู้บริโภคเตือนกรุงเทพฯเสี่ยงจมซ้ำอีก เจอ 3 เด้งทั้ง 'ท่วมรอระบาย-น้ำเหนือ-ทะเลหนุน' หวั่นร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯใหม่ฉบับนายทุน ลดพื้นที่รับน้ำทั้งฝั่งตะวันออก - ตะวันตก เปิดให้สร้างบ้านจัดสรร-คอนโดฯเพิ่ม เตรียมรณรงค์คนกรุงรู้เท่าทันร่างผังเมืองก่อนหมดเวลายื่นคำร้องทบทวน 9 พ.ย.นี้

สำนักข่าว Next News รายงนเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค กล่าวว่าสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยากำลังเป็นอีกบททดสอบสำคัญของกรุงเทพมหานคร เมื่อปริมาณน้ำจากตอนบนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกรมชลประทานรายงานว่า วันที่ 26 กันยายน 2569 ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์เพิ่มเป็น 1,827 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที และเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 1,850 ลบ.ม.ต่อวินาที ก่อนเพิ่มการระบายเป็น 1,950 ลบ.ม. น้ำเหนือที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเฝ้าระวังจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ทั้งน้ำเดิมที่ท่วมรอการระบาย น้ำเหนือที่ระบายหลากลงมา รวมถึงน้ำทะเลที่กำลังหนุนย้อนดันกลับมา ทำกรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำอีกระลอก

“สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสถานการณ์น้ำในระยะสั้น คือ ทิศทางการพัฒนาเมืองตามร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการรองรับน้ำของกรุงเทพฯ ลดลงในระยะยาว ถ้าเทียบกับผังเมืองรวม กทม. ฉบับปัจจุบันปี 2556 จะเห็นว่า ฝั่งตะวันตกมี “พื้นที่สีเขียวลายทะแยง” ซึ่งเป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ที่ใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ และทำหน้าที่เหมือนแก้มลิง แต่ในร่างผังเมืองฯ ฉบับใหม่ที่กำลังถูกคัดค้านอยู่ในขณะนี้ พื้นที่ลักษณะนี้ทางฝั่งตะวันตกกลับหายไปทั้งหมด และถูกแทนที่ด้วยพื้นที่สีเหลือง สีส้ม ที่เปิดโอกาสให้มีการสร้างที่อยู่อาศัยประเภทหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดฯ เพิ่มขึ้น คำถามคือ ถ้าวันหนึ่งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนมาบรรจบพร้อมกัน กรุงเทพฯ จะเอาพื้นที่ตรงไหนรับน้ำ”นายก้องศักดิ์กล่าว

นายก้องศักดิ์กล่าวว่า ความกังวลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝั่งตะวันตก แต่ตามร่างผังเมืองฯฉบับใหม่ พื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการรองรับและระบายน้ำของกรุงเทพฯ ก็ถูกลดพื้นที่ส่วนที่เป็น “สีเขียวลายทะแยง” หรือพื้นที่รับน้ำลงเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณหนองจอก มีนบุรี คันนายาว สายไหม และลาดกระบัง โดยพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่รับน้ำเดิม รวมถึง “โครงการแก้มลิง” จำนวนมากถูกยกเลิก และปรับเปลี่ยนไปใช้ในการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นมากขึ้น ทั้งที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเป็นจุดเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วม ส่งผลให้ต้องเกิดภาระที่ต้องลงทุนจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลไปที่เรื่องระบบระบายน้ำ ทั้งการขุดตัด ขยายคูคลอง วางแนวอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ และ เพิ่มจำนวนเครื่องสูบน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ช่วยได้แค่บรรเทาภาวะน้ำท่วม และยังแสดงให้เห็นชัดว่าแก้ไขไม่ได้ เอาไม่อยู่เมื่อเจอปริมาณน้ำจำนวนมากๆ สร้างปัญหาเกิดความเสียหายมากขึ้นไปอีก จากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นเพิ่งเกิดขึ้นมา ที่ย้ำให้เห็นเป็นหลักฐานตอกย้ำถึงการวางผังเมืองที่ผิด 

“เรากำลังเห็นพื้นที่โล่ง ที่ว่าง พื้นดินที่ให้น้ำซึมผ่าน และพื้นที่รับน้ำ ค่อยๆ หายไป เอาพื้นที่ไปสร้างเป็นบ้าน เป็นอาคาร เพื่ออยู่อาศัย เพื่อขายหาประโยชน์ค้ากำไรกัน แล้วหวังว่าจะทดแทนการรับและระบายน้ำได้ด้วยการขุดขยายคูคลอง สร้างอุโมงค์น้ำยักษ์ และระบบปั๊มสูบ เพื่อระบายน้ำออกไปได้ทัน แต่วันนี้สถานการณ์น้ำกำลังบอกเราแล้วว่า ระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด ถ้ายิ่งทำให้ “พื้นที่ที่เคยรับน้ำ” หายไปอีก ความเสียหายวันข้างหน้าจะหนักขึ้น นี่คือ สิ่งที่ประชาชนต้องรู้ก่อนที่จะปล่อยให้ผังเมืองฉบับนี้ ที่ได้ประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม แต่จะสร้างความเสียหายต่อคนจำนวนมากผ่านไป”นายก้องศักดิ์กล่าว

นายก้องศักดิ์กล่าวว่า การเพิ่มความหนาแน่นของสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่บึง คลอง พื้นที่โล่ง และพื้นที่รองรับน้ำกลับลดลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก เมืองจึงต้องพึ่งพาระบบระบายน้ำเชิงวิศวกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ เมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีต บึงถูกถม คลองลดลง พื้นที่รับน้ำลดลง แต่เรากลับฝากความหวังทั้งหมดไว้กับอุโมงค์และเครื่องสูบน้ำ คำถามง่ายๆ คือ ถ้าน้ำมาพร้อมกันทั้งน้ำเหนือ ฝน และน้ำทะเลหนุน ระบบเหล่านี้จะระบายทันหรือไม่ ซึ่งเราคงได้คำตอบกันแล้วจากชีวิตจริง สิ่งที่ต้องประสบ และร่วมเผชิญกันมาในรอบหลายวันมานี้

นายก้องศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นควรถูกเป็น “สัญญาณเตือน” ก่อนตัดสินใจเรื่องร่างผังเมืองฯ เพราะการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ใช่เพียงเรื่องว่าบริเวณใดสร้างบ้านหรืออาคารได้ แต่หมายถึงการกำหนดว่าในอีกหลายสิบปีข้างหน้ กรุงเทพฯ จะเหลือพื้นที่สำหรับรองรับน้ำมากน้อยเพียงใด
นายก้องศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ยังอยู่ในกระบวนขั้นตอนการปิดประกาศ 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม - 9 พฤศจิกายน 2569 โดยผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงในร่างผังเมืองจะส่งผลต่อชีวิตของตนเองอย่างไร ทั้งเรื่องน้ำท่วม การจราจร ความหนาแน่นของอาคารดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) สถานบริการ อาคารที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนคุณภาพชีวิตของชุมชน

“คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าผังเมืองฉบับนี้เกี่ยวอะไรกับชีวิตเขา เพราะสิ่งที่อยู่ในแผนที่และข้อกำหนดไม่ได้ถูกอธิบายออกมาให้เห็นง่ายๆ ว่า ถ้าเปลี่ยนสีตรงนี้ ถ้าเพิ่มความหนาแน่นตรงนั้น หรือถ้าพื้นที่รับน้ำลดลง สุดท้ายใครเป็นคนรับผลกระทบ”นายก้องศักดิ์กล่าว

นายก้องศักดิ์กล่าวว่า อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย ของสภาผู้บริโภค จึงเตรียมผลักดันการสื่อสารและรณรงค์ให้ประชาชนได้ รับรู้ เข้าถึง และเข้าใจ ถึงเนื้อหา ข้อมูลของร่างผังเมืองมากขึ้น โดยการเชื่อมโยงให้เห็นว่า ปัญหาที่ดูเหมือนแยกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง น้ำท่วม การลดลงของพื้นที่รับน้ำ อาคารสูงผิดกฎหมายกว่า 100 โครงการ การปล่อยให้เกิดอาคารประเภทดาต้า เซ็นเตอร์ และ สถานบริการผิดกฎหมาย รวมถึงการเพิ่มความหนาแน่นของเมืองด้วยอาคารหลากประเภท หลายขนาด ที่สามารถแทรกสร้างประชิดกันได้มากขึ้น จนรบกวนกันเองในที่สุด ล้วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดอนาคตของกรุงเทพฯ ผ่านผังเมือง

“เราไม่ต้องการให้ประชาชนรู้ตัวอีกทีเมื่ออาคารขึ้นแล้ว บึงหายแล้ว หรือ เมื่อน้ำเข้าบ้านแล้ว ผังเมืองกทม.ต้องเป็นเรื่องของคนกรุงเทพฯ ทุกคน ไม่ใช่เรื่องของนายทุน เจ้าของที่ดิน หรือผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ก่อนถึงกำหนดวันสุดท้าย ในการยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนด ตามขั้นตอนการปิดประกาศผัง 90 วันในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 นี้ ประชาชนควรต้องได้รู้ว่าผังนี้กำลังจะเปลี่ยนอะไร ส่งผลกระทบอะไรต่อใครบ้าง และ มีสิทธิส่งเสียงต่ออนาคตของเมืองที่ตัวเองต้องอยไดู้่ทางช่องทางใดบ้าง”นายก้องศักดิ์กล่าว

นายก้องศักดิ์กล่าวว่า การทบทวนร่างผังเมืองจึงไม่ควรพิจารณา และนำเสนอแค่เพียงศักยภาพทางเศรษฐกิจหรือมูลค่าการพัฒนาที่ดิน แต่ต้องแจ้งบอกถึงเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเรื่องความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ ที่สัมพันธ์กับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชน และต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะยาว มาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาและจัดทำขึ้นเป็นผังเมืองที่ใช้ร่วมกัน เพื่อไม่ให้การพัฒนาเมืองในวันนี้กลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้คนกรุงเทพฯในอนาคต

ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า กรุงเทพฯ ต้องเร่งระบายน้ำในช่วงที่ระดับทะเลเอื้ออำนวย เพราะน้ำเหนือกำลังทยอยลงมา ขณะที่ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมมีความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนกลับเข้ามาสมทบ หากน้ำในระบบเดิมยังระบายออกไม่ทัน การระบายน้ำจากกรุงเทพฯ จะทำได้ยากขึ้น ข้อมูลของกรมชลประทานยืนยันภาพน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ C.2 นครสวรรค์อาจเพิ่มถึงประมาณ 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ก่อนตัวเลขจริงวันที่ 26 กันยายนขึ้นไปอยู่ที่ 1,827 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาถูกทยอยเพิ่มตามสถานการณ์

ดร.สิตางศุ์กล่าวว่า ความสำคัญของการบริหารเขื่อนตามหลักวิศวกรรม โดยเฉพาะเขื่อนที่มีปริมาณน้ำสูง ไม่ควรชะลอการระบายเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะสั้น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงของเขื่อน ขณะเดียวกันกรุงเทพฯ จำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดเร่งพร่องน้ำในคลองและระบบระบายน้ำ เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับทั้งฝนและน้ำเหนือระลอกใหม่ ขณะที่ปี 2569 ในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ปรับปรุงครั้งที่ 4 มีการยกเลิก “พื้นที่พักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม” อีก 5 แห่ง ที่กทม. ระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า ได้แก่ บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน บึงหมู่บ้านมณียา บึงสวนสยาม บึงหมู่บ้านชวนชื่นพาร์ควิลล์ บึงหมู่บ้านเคซีเลควิว รวมทั้งแก้มลิงฝั่งตะวันออก - คู้บอน ที่ถูกยกเลิกไปจากผังเมืองกรุงเทพฯแล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พาณิชย์ฮึ่มฉวยขึ้นราคาสินค้า-ค่าบริการลากรถจมน้ำ ถ้าเจอเอาผิดทันที
พาณิชย์ฮึ่มฉวยขึ้นราคาสินค้า-ค่าบริการลากรถจมน้ำ ถ้าเจอเอาผิดทันที