กรมชลฯ จัดจราจรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ชี้น้ำนครสวรรค์เริ่มลด ยันการระบายน้ำท้ายเขื่อนยังไม่กระทบแนวคันกั้นน้ำ กทม. พร้อมเร่งพร่องน้ำในระบบคลองรับมือฝนระลอกใหม่ เตือนชาวกรุงและปริมณฑลเฝ้าระวังฝนสะสมช่วง 11-14 ต.ค. นี้
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 กรมชลประทานเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดจราจรน้ำในระบบชลประทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมและกระจายน้ำให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่
โดยปัจจุบัน ปริมาณการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เร่งพร่องน้ำในระบบคลองเพื่อเตรียมรองรับฝนระลอกใหม่ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำฝนสะสมในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
สำหรับสถานการณ์น้ำ ณ เวลา 06.00 น. ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ เริ่มมีแนวโน้มลดลงหลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยายังคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 2,500 ลบ.ม./วินาที โดยกรมชลประทานได้ติดตามฝนและน้ำท่าจากลำน้ำสาขาอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับจังหวะการระบายน้ำให้เหมาะสม
ด้านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักสูง กรมชลประทานได้ทยอยระบายน้ำแบบขั้นบันไดเพื่อพร่องน้ำเพิ่มพื้นที่รองรับ โดยสอดคล้องกับสถานการณ์ในแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา และศักยภาพระบบระบายน้ำท้ายเขื่อน
ทั้งนี้ มวลน้ำจากทั้งสองเขื่อนจะไหลมาบรรจบกันที่สถานี C.29B อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งเช้าวันนี้วัดปริมาณน้ำเฉลี่ยได้ประมาณ 2,382 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังและไม่กระทบต่อแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ (เกณฑ์ไม่เกิน 3,600 ลบ.ม./วินาที) โดยกรมชลประทานได้จัดจราจรน้ำผ่านระบบคลองและพร่องน้ำล่วงหน้า เพื่อกระจายและชะลอมวลน้ำอย่างเต็มกำลัง
สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ กรมชลประทานได้บูรณาการทำงานร่วมกับก กทม. ในการบริหารจัดการน้ำผ่านระบบคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำที่เชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับคลองชายทะเล พร้อมจัดจราจรน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนบนให้เหมาะสมกับขีดความสามารถของระบบระบายน้ำในแต่ละช่วง
โดยใน พื้นที่ตอนบน ได้ใช้สถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ช่วยเร่งระบายน้ำและตัดยอดมวลน้ำล่วงหน้าก่อนเข้าสู่เขตกรุงเทพมหานคร ส่วน พื้นที่ตอนกลาง ดำเนินการบริหารจัดการน้ำผ่านคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และสถานีสูบน้ำที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ พื้นที่ตอนล่าง ได้เร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยผ่านสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล อาทิ สถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ รวมถึงประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีการนำปัจจัยจังหวะน้ำขึ้น–น้ำลงมาพิจิตรร่วมด้วย เพื่อเร่งการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานระบุว่า ในช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคมนี้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ก่อนจะเริ่มลดลงช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม และมีแนวโน้มกลับมากระจายตัวเพิ่มขึ้นจนมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา ในช่วงวันที่ 11–14 ตุลาคม กรมชลประทานจึงเร่งอาศัยจังหวะที่ปริมาณน้ำเหนือเริ่มลดลง พร่องน้ำออกจากระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำสำหรับรองรับปริมาณฝนระลอกใหม่ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด




