13 ตุลา วันนวมินทรมหาราช
13 ตุลา วันนวมินทรมหาราช
News Logo
หน้าแรก
ศูนย์ต้านโกงฯจับมือ บช.ก.ทลายสแกม ฟอก 3 พันล.-ยึด 500 ล้าน รวบ 39 ราย

ศูนย์ต้านโกงฯจับมือ บช.ก.ทลายสแกม ฟอก 3 พันล.-ยึด 500 ล้าน รวบ 39 ราย

13 ต.ค. 2569 12:57
ผู้ชม 5 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ศูนย์ ACSC แถลงผลจับมือ บช.ก. เปิดปฏิบัติการ "Anti-Scam Matrix" ทลายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ฟอกเงินสะพัด 3 พันล้าน ยึดทรัพย์อื้อกว่า 500 ล้านบาท รวบ 39 ผู้ต้องหาทั่วไทย 11 จังหวัด เตือนภัยพฤติการณ์หลอกลงทุนปลอม อ้างผลตอบแทนสูง-บัญชีม้า เข้มคัดกรอง Thailand Privilege

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้แถลงผลปฏิบัติการรร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ลุยตรวจค้นเครือข่ายโกงออนไลน์และฟอกเงินทั่วไทย 27 จุด ยึดทรัพย์สินกว่า 500 ล้านบาท เพื่อรื้อถอนเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติและองค์กรฟอกเงินที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก

ปฏิบัติการ "Anti-Scam Matrix" เกิดขึ้นหลังศูนย์ ACSC ตรวจสอบรายชื่อชาวต่างชาติผู้ถือวีซ่า Thailand Privilege และนำมาเทียบเคียงกับข้อมูลการแจ้งความออนไลน์ จนพบความผิดปกติของบัญชีธนาคารชาวจีนที่ถือวีซ่าดังกล่าว ซึ่งรับโอนเงินจากกลุ่มคนร้ายที่หลอกลวงประชาชน จึงมอบหมายให้กองบังคับการปราบปรามดำเนินการสืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง และเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 27 จุด ใน 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, เชียงราย, สมุทรปราการ, สระบุรี, สิงห์บุรี, นครปฐม, ชลบุรี, กาฬสินธุ์, นราธิวาส และระนอง

ผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 39 ราย แบ่งเป็นสัญชาติไทย 30 ราย สัญชาติจีน 8 ราย และสัญชาติเมียนมา 1 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, แสดงตนเป็นคนอื่น, นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน พร้อมตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินหลายรายการ อาทิ อสังหาริมทรัพย์หรู 8 หลัง มูลค่ากว่า 330 ล้านบาท, โฉนดที่ดินและห้องชุดย่านพระราม 9 มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท, บ้านพักหรูย่านกรุงเทพกรีฑา มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท, รถยนต์หรู 10 คัน, เงินสดและเงินตราต่างประเทศ รวมกว่า 4.2 ล้านบาท, สินทรัพย์ดิจิทัล USDT ตลอดจนทรัพย์สินมีค่า เครื่องประดับ นาฬิกาหรู และกระเป๋าแบรนด์เนม รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้กว่า 500 ล้านบาท 

พ.ต.ต. ชนกันต์ บุรผากา สารวัตรกองกำกับการ 5 กองปราบปราม กล่าวถึงพฤติการณ์ทางคดีว่า กลุ่มคนร้ายได้หลอกลวงผู้เสียหายผ่านเฟซบุ๊กให้ร่วมลงทุนเทรดหุ้นในลักษณะ Block Trade โดยอ้างผลตอบแทนสูง ก่อนจะดึงเข้ากลุ่มไลน์ที่มีบัญชีม้าของคอลเซ็นเตอร์คอยปั่นกระแส และแนะนำให้เปิดพอร์ตผ่านเว็บไซต์ eto-th.com พร้อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอม ETO TH รวมถึงให้ร่วมฟังการสอนเทรดจากผู้ที่อ้างตัวเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีนิติบุคคลของกลุ่มคนร้ายรวม 13 บัญชี และเมื่อต้องการถอนเงินกำไร กลับถูกบังคับให้โอนเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มจนไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะในเคสตัวอย่างกว่า 26.5 ล้านบาท และจากการขยายผลตรวจสอบบัญชีนิติบุคคลทั้ง 13 บัญชี ยังพบผู้เสียหายหลงกลรวมถึง 74 เคส ความเสียหายรวมกว่า 173 ล้านบาท 

ในส่วนของกระบวนการฟอกเงินเชิงลึก กลุ่มคนร้ายใช้วิธีการกระจายเงินไปยังบัญชีอื่นแล้วเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM, โอนผ่านโพยก๊วนแลกเงิน, ชำระผ่านระบบ Payment Gateway ไปจนถึงการแปลงสภาพเงินเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) แล้วโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลชนิดไม่ระบุตัวตนเพื่อตัดตอนเส้นทางการเงิน จากการตรวจสอบบนบล็อกเชนพบว่า เงินดิจิทัลจะถูกแปลงกลับมาเป็นเงินบาทผ่านแพลตฟอร์ม Exchange ที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่คนร้ายสมัครใช้งานเพื่อแลกเปลี่ยนสกุลเงิน จากนั้นเงินบาทจะถูกนำไปใช้ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ใช้เป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนแก๊งสแกมเมอร์เพื่อโอนจ่ายให้เหยื่อรายอื่นตายใจในตอนต้น, เบิกถอนเป็นเงินสดโดยกลุ่มบริหารจัดการเงิน เพื่อนำส่งมอบตามจุดนัดหมายสูงสุดครั้งละหลายล้านบาท และนำไปโอนซื้อหรือเช่าระยะยาวอสังหาริมทรัพย์หรูเพื่อฟอกเงิน 

ผู้ต้องหาชาวจีนซึ่งเป็นระดับผู้รับผลประโยชน์ให้การรับสารภาพว่าทำหน้าที่ฟอกเงินให้หุ้นส่วนระดับสูงของศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน (ปอยเปต) ตั้งแต่ปี 2565 มีมูลค่าการฟอกเงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท 

พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กล่าวว่า ภาพรวมการดูแลศูนย์ ACSC ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สถิติความเสียหายต่อวันลดลงจากเดิมประมาณ 100 ล้านบาท เหลือประมาณ 30 กว่าล้านบาทในช่วง 1-2 เดือนล่าสุด แม้ตัวเลขจะดีขึ้นระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่เพียงพอเนื่องจากยังมีคดีเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ในช่วงก้าวสู่ปีที่ 2 นี้จึงยกระดับการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันต่างประเทศมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในการทำงานของไทยมากขึ้นจากการทำงานที่โปร่งใสและการแชร์ข้อมูลร่วมกัน 

พล.ต.ท. จิรภพ ยังระบุถึงมาตรการคัดกรองวีซ่า Thailand Privilege ว่า ในอดีตมีระบบคัดกรองอยู่แล้ว แต่เมื่อพบเหตุดังกล่าว ทาง ACSC ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อยกระดับการคัดกรองให้เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งตรวจสอบย้อนหลังในกลุ่มผู้ที่ได้รับวีซ่าไปแล้วทั้งหมดเพิ่มเติมด้วย ส่วนประเด็นสถานการณ์แก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีการประกาศกวาดล้าง แต่ข้อมูลการมอนิเตอร์ยืนยันว่ายังไม่หมดสิ้น เพียงแต่กลุ่มอาชญากรได้กระจายตัวจากคอมพาวด์ขนาดใหญ่ ไปหลบซ่อนตามอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม หรือบ้านพักเพื่อดำเนินกิจการล่อ 

การแถลงข่าวครั้งนี้มี พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พร้อมด้วย พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการสำคัญครั้งนี้ 

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ฝากเตือนภัยประชาชนให้ระมัดระวังการลงทุนและตรวจสอบข้อมูลกับบริษัทหรือผู้ให้บริการให้รอบคอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบรายชื่อกับทางสำนักงาน ก.ล.ต. ว่าได้รับใบอนุญาตหรือมีการรับรองอย่างถูกต้องหรือไม่ หากแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มใดไม่มีการรับรองหรือได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่น่าเชื่อถือ และอาจเป็นแอปพลิเคชันปลอมที่กลุ่มมิจฉาชีพสร้างขึ้นมา นอกจากนี้ยังเตือนห้ามรับจ้างเปิดบัญชีม้าหรือยินยอมให้นำชื่อไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพราะอาจต้องร่วมรับโทษคดีฟอกเงิน รวมถึงระวังมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสช่วงสถานการณ์อุทกภัยส่งลิงก์ปลอมให้ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างข่มขู่พัวพันคดี พร้อมย้ำว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีนโยบายโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำหรือตรวจสอบเงินในบัญชีแต่อย่างใด 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
รวบสแกมเมอร์

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อาสพลธ์’ซัดอดีตปลัด มท.เมินข้อร้องเรียน-ไม่แก้TORปล่อยขบวนการโกงสอบโต
‘อาสพลธ์’ซัดอดีตปลัด มท.เมินข้อร้องเรียน-ไม่แก้TORปล่อยขบวนการโกงสอบโต