เปิดหนังสือร้องป.ป.ช.สอบบิ๊กขรก.อุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้องโครงการ ‘อาชีพดีพร้อม’1.2พันล้านส่อทุจริต-เอื้อเอกชน กลั่นแกล้งชั้นผู้น้อยที่ไม่ร่วมมือ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 จากกรณีทีมีกลุ่มที่ใช้ชื่อว่าข้าราชการชั้นผู้น้อยผู้รักความถูกต้องและสุจริตธรรมยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้เปิดการสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก กรณีการดำเนินงานโครงการพัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม (โครงการอาชีพดีพร้อม) วงเงินงบประมาณปี 2565 งบกลาง 1,249,296,000 บาท ว่ามีความไม่โปร่งใส และส่อว่าอาจมีการทุจริต โดยมีข้าราชการและนักการเมืองบางคนร่วมมือกัน แต่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนหน้านี้ใช้เสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ให้ยุติเรื่องนั้น
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีกลุ่มข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมผู้รักความถูกต้อง ทำหนังสือถึงประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงอุตสาหกรรมกลั่นแกล้งข้าราชการชั้นผู้น้อย และมีพฤติกรรมไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณแผ่นดินเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนในการดำเนินงานโครงการอาชีพดีพร้อม
หนังสือระบุว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการพัฒนาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อมภายใต้กรอบงบประมาณ 1,249,296,000 บาท โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม บูรณาการการดำเนินการโครงการดังกล่าวร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม(อว.) และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งคือ “เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเกิดรายได้และเงินหมุนเวียนในชุมชนทำให้ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืนและเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชุมชนซึ่งจะสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้”
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวประกอบไปด้วย 4 หลักสูตรวงเงินงบประมาณ1,249.296 ล้านบาท แบ่งเป็นกิจกรรมหลักสำหรับดำเนินโครงการ 1,122.30 ล้านบาท และกิจกรรมสนับสนุน(ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างบุคลากร ฯลฯ) 126.996 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการดำเนินการแต่ละหลักสูตร ดังนี้
หลักสูตรที่ 1 พัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานด้านการผลิตมุ่งเน้นสร้างอาชีพเสริมและเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน แบ่งเป็นหลักสูตรอบรมต่างๆ ได้แก่ หลักสูตรเพาะเห็ด หลักสูตรการทำไข่เค็ม หลักสูตรการทำน้ำยาล้างจาน และหลักสูตรการทำสบู่เหลว เป็นต้น วงเงินงบประมาณ 529.90 ล้านบาท
หลักสูตรที่ 2 พัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานด้านการบริการมุ่งเน้นเป็นอาชีพเสริมและเพิ่มรายได้ให้กับช่างชุมชนและบุคคลทั่วไป แบ่งเป็นหลักสูตรอบรมต่างๆ ได้แก่หลักสูตรซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หลักสูตรซ่อมรถยนต์และหลักสูตรซ่อมรถจักรยานยนต์ เป็นต้น วงเงินงบประมาณ 67.56 ล้านบาท
หลักสูตรที่ 3 พัฒนาด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์แบ่งเป็นหลักสูตรอบรมต่างๆ ได้แก่ หลักสูตรการทำน้ำพริกสมุนไพรสุขภาพ หลักสูตรการถนอมอาหารและหลักสูตรการบรรจุด้วยซีลสุญญากาศ เป็นต้น วงเงินงบประมาณ 476.28 ล้านบาท
หลักสูตรที่ 4 พัฒนาต่อยอดทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบการ มุ่งเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ แบ่งเป็นหลักสูตรอบรมต่างๆ ได้แก่ หลักสูตรด้านการบริหารจัดการ (การบริการ, การจัดการหนี้) หลักสูตรด้านการผลิต (ลดต้นทุน, มาตรฐานการผลิต) และหลักสูตรด้านการตลาด (การสร้างแบรนด์, การถ่ายรูป, การขายออนไลน์) เป็นต้น วงเงินงบประมาณ 48.56 ล้านบาท
หนังสือระบุว่า การดำเนินการหลักสูตรที่ 1 ให้เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการเองทั้งหมด ส่วนหลักสูตรที่ 2-4 ให้ดำเนินการด้วยวิธีการจัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินการ ซึ่งทุกหลักสูตรมีข้อสั่งการให้ดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายของ ส.ส. ที่สังกัดพรรครัฐบาลในขณะนั้น และให้ประสานกลุ่มเป้าหมายกับผู้นำชุมชน (หัวคะแนน)ของพรรคการเมืองดังกล่าว จนเป็นกระแสข่าวก่อนการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า มีการดำเนินการโครงการ ไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยเฉพาะการจัดหาวัสดุที่นำมาใช้ในการฝึกอบรมนั้น แทนที่จะซื้อวัสดุในพื้นที่ที่มีการจัดฝึกอบรมเพื่อให้ชุมชนนั้นๆ เกิดรายได้และเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนเหล่านั้นด้วย แต่ปรากฏว่า ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 - ภาคที่ 11 ต้องจัดซื้อวัสดุฝึกอบรมเพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานด้านการผลิตที่กรุงเทพฯทั้งหมดและเป็นการซื้อกับบริษัท ว. เพียงบริษัทเดียวทั้งหมด รวมเป็นเงิน 19,040,648 บาท ทั้งๆ ที่สถานที่จัดงานฝึกอบรมอยู่คนละจังหวัด แต่ต้องมาซื้อกับบริษัทที่อยู่กรุงเทพฯ หากใครไม่ดำเนินการตามที่สั่ง จะถูกยกเลิกโครงการในพื้นที่นั้นและจะถูกโยกย้าย เช่นกรณีอดีตผู้อำนวยการศูนย์อุตสาหกรรมภาค 11 สงขลา หลังไม่ทำตามก็ถูกย้ายไปจ.นราธิวาส และข้าราชการคอื่นๆ ที่ไม่ร่วมมือด้วยก็ถูกย้ายเช่นกัน
หนังสือระบุว่า การจัดซื้อจัดจ้างวัสดุฝึกอบรมในแต่ละพื้นที่ให้จัดซื้อด้วยวิธีการเฉพาะเจาะจงกับบริษัท ว. แห่งเดียวนั้น อาจเข้าข่ายการแบ่งซื้อแบ่งจ้างหรือไม่ กล่าวคือการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์มีห้วงระยะเวลาในการจัดฝึกอบรมและพื้นที่ฝึกอบรมใกล้เคียงกัน วงเงินในภาพรวมต่อการจัด 1 ครั้ง มากกว่า 500,000 บาท ต้องใช้วิธี e-bidding แต่การซื้อดังกล่าวมีการแยกซื้อ ทำให้วงเงินลดลงและวิธีการซื้อเปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังมีประเด็นการจ่ายเงินให้กับผู้เข้าอบรมหัวละ 200 บาท ซึ่งต้องเข้าอบรมไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 9.00 น.-16.00 น. แต่ทราบว่าเมื่อมีชาวบ้านมาอบรมก็ฉัดฉากถ่ายรูปแล้วจ่ายเงินให้ชาวบ้านเลยเหมือนเป็นการตกเขียวเพราะเป็นช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถสุ่มตรวจสอบจากชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการกว่า 6 แสนคนได้ เพราะทุกคนต้องลงชื่อและถ่ายสำเนาบัตรประชาชนให้กับคนที่จ่ายเงินไว้
หนังสือระบุว่า ประเด็นต่อมาคือเรื่องการจ้างเตรียมการ พิธีการ และอื่นๆ สำหรับการดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานในวันที่ 8, 9, 10, 11, 12, 13-18 และ 21 กันยายน 2565 จำนวน 35 พื้นที่ ณ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีบริษัท ร. เป็นผู้รับจ้างแต่เพียงผู้เดียว รวมเป็นเงิน 735,000 บาท โดยกำหนดวงเงินต่อ 1 จุด 40,000 บาท ทั้งที่ใช้สถานที่หน่วยงานของรัฐเป็นส่วนใหญ่ เช่น ศาลาประชาคมหมู่บ้าน วัด ที่ว่าการกำนันผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แต่มีการทำเอกสารเบิกเงินแต่ไม่ได้ไปจ่ายให้กับผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าว
ประเด็นต่อมา คือ เรื่องการจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากร ซึ่งพบข้อพิรุธในเรื่องดังกล่าวดังนี้
1. การเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากร 1 คน ระยะเวลา 6 ชั่วโมงต่อวัน วิทยากร 1 คน มีการเบิกจ่ายมากกว่า 1 สถานที่ ในวันเดียวกัน
2.วิทยากรคนเดียวกันแต่มีลายมือชื่อที่แตกต่างกัน
3.วิทยากรเซ็นเอกสารรับเงิน 7,200 บาท/6 ชั่วโมง โดยเป็นการเซ็นลอย ไม่ได้รับเงินทันที แต่ในความเป็นจริงได้รับเงินเพียง 1,500 บาทในภายหลัง ถือเป็นการหักค่าหัวคิวหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีการจัดจ้างอื่นๆ อีกที่มีผู้รับจ้างเพียงรายเดียว แต่อยู่คนละพื้นที่กัน เช่น กิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานด้านการบริการ ที่จังหวัดพังงา, กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สาขาอาหาร,กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ที่จังหวัดศรีสะเกษ และ กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สาขาสสมุนไพร ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ มี บริษัท อ. เป็นผู้รับจ้างเพียงผู้เดียว รวมเป็นเงิน 19,814,000 บาท เมื่อพิจารณาจากราคาที่ผู้รับจ้างเสนอราคาเข้ามา ใน e-bidding ของแต่ละกิจกรรม พบว่ามีราคาที่ใกล้เคียงกับราคากลางอย่างมาก ทำให้มีข้อสงสัยว่าส่อมีการฮั้วเกิดขึ้นหรือไม่ และมีนอมินีที่สวมรอยมาเป็นผู้ยื่นแข่งหรือไม่
หนังสือระบุว่า จากพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเสมือนการแบ่งผลประโยชน์กันของผู้รับจ้าง 4-5 ราย โดยจะมีการเรียกมาตกลงกันก่อนว่าจะให้รายไหนได้งานที่พื้นที่ไหนและให้กลุ่มผู้รับจ้างดังกล่าวนี้ ไปร่วมประมูลด้วยทุกโครงการทุกพื้นที่เพื่อไปเป็นคู่เทียบกับรายที่จะได้งานในพื้นที่ ตามที่ตกลงไว้
“หากท่านสอบถามจากข้าราชการชั้นผู้น้อยในศูนย์ฯภาคทั้ง 11 ศูนย์ฯ โดยรับประกันความปลอดภัยให้พวกเขาเหล่านั้นได้ว่าจะไม่ถูกรังแกกลั่นแกล้ง โยกย้ายไปที่อื่นไกลๆ ท่านจะได้ข้อมูลที่แท้จริงทั้งหมด อีกทั้งการฝึกอบรมโครงการนี้กว่า 400 พื้นที่ มีคนเข้าร่วมกว่า 6 แสนคน สามารถลงพื้นที่สอบถามประชาชนที่เข้าร่วมโครงการได้ว่า ได้รับเงินค่าตกเขียวคนละเท่าไหร่ และมีการฝึกอบรมกันทั้งวันตามระเบียบกำหนดไว้จริงหรือไม่ นอกจากนี้แล้วสามารถขอหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่ลงตรวจโครงการนี้ก่อนหน้าแล้ว ทราบมาว่าพบมีการทุจริตจริง ข้าพเจ้าเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยเห็นความอยุติธรรม ทำงานไม่โปร่งใส ส่อไปในทางไม่สุจริต เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน กลั่นแกล้งผู้ที่ไม่ยอมทำตาม จึงขอให้ท่านโปรดเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย”หนังสือจากข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมผู้รักความถูกต้องระบุ




