“ได้รับข้อมูลจากวิทยากรว่าไม่ได้ไปเป็นวิทยากรฝึกอบรม และไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือในใบสำคัญรับเงิน จำนวน 10 ราย รวม 17 วัน เป็นเงิน 82,800 บาท”
เปิดผลสอบ สตง.สุ่มตรวจโครงการ ‘อาชีพดีพร้อม’ 1.2 พันล้าน แค่เช็กหลักสูตรเดียวและในบางพื้นที่ เจอผิดปกติ 11 ปม ทั้งวิทยากรได้เงินน้อยกว่าหลักฐานเบิกจ่าย บางรายไม่ได้เป็นวิทยากรแต่มีชื่อรับเงิน บางคนเป็นวิทยากรเวลาเดียวกันมากกว่า 1 สถานที่ การจัดซื้อวัสดุฝึกอบรมใช้วิธีเฉพาะเจาะจงจากเอกชนรายเดียวในกทม.กว่า 26 ล้าน พบไม่ได้เป็นผู้รับจ้างทำอาหารว่าง แต่มีชื่อรับเงิน จี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตรวจสอบหาคนชดใช้เงินคืน และเอาผิดทางวินัย
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 จากกรณีกลุ่มข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมผู้รักความถูกต้องและสุจริตธรรมยื่นหนังสือถึงนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขอให้รื้อผลการตรวจสอบใหม่ กรณีโครงการพัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม (โครงการอาชีพดีพร้อม) ใช้งบฯกลาง ในปีงบฯ 2565 วงเงิน 1,249,296,000 บาท ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีความไม่โปร่งใส และส่อว่าอาจมีการทุจริต แต่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ยุติเรื่อง ทางกลุ่มฯจึงไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้ตรวจสอบ อีกทั้ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ก็เคยสุ่มตรวจโครงการกล่าวเพียงแค่ 1 หลักสูตรและในบางพื้นที่พบความผิดปกติถึง 11 ประเด็น
รายงานข่าวแจ้งว่า สตง. โดยสำนักตรวจสอบการเงินและบริหารพัสดุที่ 16 รายงานว่าโครงการดังกล่าวมีการจัดอบรม 4 หลักสูตร ได้แก่ 1.พัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานด้านการผลิต 2.พัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานด้านการบริการ 3.พัฒนาด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และ 4.พัฒนาต่อยอดทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ
ทั้งนี้ สตง.สุ่มตรวจสอบเฉพาะ หลักสูตรที่ 1 จำนวน 3 หน่วยเบิกจ่าย คือ 1.หน่วยเบิกจ่ายส่วนกลาง 2.ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 พิจิตร (พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี) และ3.ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 9 ชลบุรี (ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด สมุทรปราการ ระยอง)
สรุปผลการตรวจสอบ
-ข้อตรวจพบที่ 1 การคัดกรองคุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ
ทั้งนี้ หลักสูตรที่ 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเพิ่มทักษะในการประกอบธุรกิจ และแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าได้อย่างเหมาะสมที่จะนำไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และจ้างงานในชุมชน โดยฝึกอบรม 4 กิจกรรม (ยกเว้นชัยภูมิ) ได้แก่ 1.น้ำยาล้างจาน 2.สบู่เหลว 3.เพ้นท์กระเป๋า และ4.พับเหรียญโปรยทาน
จากการสุ่มตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ 1 ของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 พบว่า การจัดฝึกอบรมแต่ละครั้ง มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม 200 ราย เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 30-50 เข้าร่วมด้วย
จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้เข้ารับการฝึกอบรมในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ได้รับข้อมูลจากผู้เข้ารับการฝึกอบรม 134 ราย ว่าไม่สามารถนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปปฏิบัติได้จริง ที่เข้าร่วมการฝึกอบรม เนื่องจากผู้นำชุมชนชักชวน และได้รับค่าตอบแทน 200 บาท
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยระบุช่วงอายุผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่เหมาะสมกับหลักสูตร
-ข้อตรวจพบที่ 2 วิทยากรรายเดียวกันแต่ประวัติแตกต่างกัน ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายเงินค่าสมนาคุณวิทยากรแตกต่างกัน ไม่เป็นไปตามระเบียบ
จากการตรวจสอบประวัติวิทยากรตามใบยืมเงินและฎีกาส่งใช้เงินยืมโครงการฯ พบว่า วิทยากรรายเดียวกันแต่มีประวัติทำงาน ประวัติการศึกษา แตกต่างกัน ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายเงินค่าสมนาคุณวิทยากรในแต่ละครั้งแตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการ ดังนี้
1.ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีวิทยากรรายเดียวกัน แต่มีประวัติการทำงาน ประวัติการศึกษาแตกต่างกัน จนเป็นเหตุให้การจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรแตกต่างกัน หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหาย ให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
2.ตรวจสอบกรณีดังกล่าวข้างต้นกับหน่วยเบิกจ่ายในสังกัดที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจาก สตง. หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหาย ให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดิน ให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
-ข้อตรวจพบที่ 3 วิทยากรรายเดียวกันแต่ลายมือชื่อตามใบสำคัญเงินในแต่ละหน่วยเบิกจ่ายไม่เหมือนกัน
การตรวจสอบใบสำคัญรับเงินของวิทยากรตามใบยืมเงินและฎีกาส่งใช้เงินยืมโครงการฯ โดยการสุ่มตรวจสอบลายมือชื่อของวิทยากรในใบสำคัญรับเงินของแต่ละหน่วยเบิกจ่าย พบว่า วิทยากรรายเดียวกันแต่การลงลายมือชื่อรับเงินตามใบสำคัญรับเงินไม่เหมือนกัน
“จากการสัมภาษณ์วิทยากรฝึกอบรม ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 แจ้งว่าลายมือชื่อที่ปรากฏในใบสำคัญรับเงินไม่ใช่ลายมือชื่อของตัวเองจริง”รายงานระบุ
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการ ดังนี้
1.ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการลงลายมือชื่อของวิทยากรรายเดียวกันในใบสำคัญรับเงินไม่เหมือนกัน หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
2.ตรวจสอบกรณีดังกล่าวข้างต้นกับหน่วยเบิกจ่ายในสังกัดยังไม่ได้รับการตรวจสอบจาก สตง. หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
-ข้อตรวจพบที่ 4 การจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรที่เป็นบุคลากรของรัฐไม่เป็นไปตามระเบียบ
การฝึกอบรม พบว่าวิทยากรที่เป็นบุคลากรของรัฐได้รับเงินค่าสมนาคุณวิทยากรไม่เป็นไปตามระเบียบ ดังนี้
1. วิทยากรที่เป็นบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 3 ราย ได้รับค่าสมนาคุณวิทยากรไม่เป็นไปตามระเบียบ 3 ครั้ง เป็นเงิน 10,800 บาท
2.วิทยากรที่เป็นบุคลากรวิทยาลัยสารพัดช่างธนบุรี 8 ราย ได้รับค่าสมนาคุณวิทยากรไม่เป็นไปตามระเบียบ 45 ครั้ง เป็นเงิน 162,000 บาท
3.วิทยากรที่เป็นบุคลากรบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 21 ราย ได้รับค่าสมนาคุณวิทยากรไม่เป็นไปตามระเบียบ 49 ครั้ง เป็นเงิน 176,400 บาท
รวมการเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรที่เป็นบุคลากรของรัฐไม่เป็นไปตามระเบียบ เป็นเงิน 367,200 บาท
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการ ดังนี้
1.ดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐหรือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 367,200 บาท โดยส่งคืนคลังให้ครบถ้วนโดยเร็ว และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
2.ตรวจสอบกับการเบิกจ่ายเงินค่าสมนาคุณวิทยากรที่เป็นบุคลากรของรัฐไม่เป็นไปตามระเบียบ กับหน่วยเบิกจ่ายในสังกัดที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากสตง. หากพบว่าการเบิกจ่ายเงินค่าสมนาคุณวิทยากรที่เป็นบุคลากรของรัฐไม่เป็นไปตามระเบียบ ให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
-ข้อตรวจพบที่ 5 หลักฐานการเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรฝึกอบรมไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
การตรวจสอบการเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรฝึกอบรม และขอคำยืนยันจากวิทยากรเป็นลายลักษณ์อักษร พบว่า หลักฐานการเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนี้
1.การให้ถ้อยคำของวิทยากรฝึกอบรม ได้รับข้อมูลว่า ได้รับเงินค่าสมนาคุณวิทยากรจริงน้อยกว่าใบสำคัญรับเงินที่ปรากฏในหลักฐานประกอบการเบิกจ่าย จำนวน 6 ราย รวม 45 วัน และไม่ได้มีการลงลายมือชื่อในใบสำคัญรับเงินต่อหน้าผู้จ่ายเงิน การรับเงิน เป็นการรับเงินผ่านหัวหน้าทีมวิทยากร ซึ่งแตกต่างจากหลักฐานการเบิกจ่าย เป็นเงิน 163,200 บาท
2.การขอคำยืนยันจากวิทยากรฝึกอบรมเป็นลายลักษณ์อักษร
2.1 ได้รับข้อมูลจากวิทยากรว่า ได้รับเงินค่าสมนาคุณจริงน้อยกว่าจำนวนเงินที่ปรากฏในหนังสือคำขอคำยืนยัน จำนวน 28 ราย รวม 144 วัน และไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบสำคัญรับเงินต่อหน้าผู้จ่ายเงิน เป็นการรับเงินผ่านหัวหน้าทีมวิทยากร ซึ่งแตกต่างจากใบสำคัญรับเงินตามหลักฐานการเบิกจ่าย เป็นเงิน 740,800 บาท
2.2 ได้รับข้อมูลจากวิทยากรว่าไม่ได้ไปเป็นวิทยากรฝึกอบรม และไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือในใบสำคัญรับเงิน จำนวน 10 ราย รวม 17 วัน เป็นเงิน 82,800 บาท
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการ ดังนี้
1.ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรฝึกอบรมไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดิน ให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยกรณีเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินและเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามควรแก่กรณี
2.ตรวจสอบกรณีการจ่ายเงินค่าสมนาคุณวิทยากรไม่ตรงกับหลักฐานการจ่าย กับหน่วยเบิกจ่ายในสังกัดที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจาก สตง. หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดิน ให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
-ข้อตรวจพบที่ 6 การเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากร และค่าพาหนะซ้ำซ้อนในรายเดียวกัน
จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากร พบว่าวิทยากร 8 ราย มีการเบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรระยะเวลา 6 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่า 1 สถานที่ และเบิกจ่ายค่าพาหนะ ในวันเดียวกัน รวมทั้งหมด 12 ครั้ง
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการ ดังนี้
1.ดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐหรือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 14,400 บาท โดยส่งคืนคลังให้ครบถ้วนโดยเร็ว และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
2.ตรวจสอบกรณีการเบิกจ่ายเงินค่าสมนาคุณวิทยากรและค่าพาหนะสำหรับวิทยากรรายเดียวแต่เบิกจ่ายมากกว่า 1 สถานที่ในวันเดียวกัน กับหน่วยเบิกจ่ายในสังกัดที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจาก สตง. หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหาย ให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
-ข้อตรวจพบที่ 7 การซื้อวัสดุเป็นตัวอย่างแจกจ่ายให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีปริมาณมากเกินความจำเป็น
การจัดซื้อวัสดุสำหรับใช้ในการฝึกอบรม (ยกเว้นพื้นที่ชัยภูมิ) เป็นเงิน 26,201,076 บาท แบ่งเป็นการจัดซื้อวัสดุสำหรับใช้ในการฝึกอบรมแต่ละกิจกรรม ดังนี้
1.น้ำยาล้างจาน 6,557,188 บาท
2.สบู่เหลว 6,586,888 บาท
3.เพ้นท์กระเป๋า 10,089,500 บาท
4.เหรียญโปรยทาน 2,967,500 บาท
จากการตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน พบว่า ค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุสำหรับใช้ในการฝึกอบรมน้ำยาล้างจานและสบู่เหลว ส่วนใหญ่เป็นการจัดซื้อ "ตัวอย่างน้ำยาล้างจานและสบู่เหลว ตามสูตรสาธิตที่ผสมและตกตะกอนแล้ว เพื่อทดสอบคุณสมบัติและการใช้งานตามหลักสูตร" ให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคน จำนวน 237,400 ขวดๆ ละ 50 บาท รวมเป็นเงิน 11,870,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 90 ของค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมน้ำยาล้างจานและสบู่เหลว ซึ่งการจัดซื้อวัสดุเพื่อเป็นตัวอย่างแจกจ่ายให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีปริมาณมากเกินความจำเป็น ใช้จ่ายเงินงบประมาณโดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าและความประหยัด ทำให้รัฐต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการ ดังนี้
1.ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการซื้อวัสดุเพื่อเป็นตัวอย่างแจกจ่ายให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีปริมาณมากเกินจำเป็นหรือไม่ หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
2.ตรวจสอบกรณีดังกล่าวข้างต้นกับหน่วยเบิกจ่ายในสังกัดที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจาก สตง. หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
-ข้อตรวจพบที่ 8 การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ ทุกครั้งที่จัดฝึกอบรม
การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในการฝึกอบรมที่สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ทุกครั้งที่จัดฝึกอบรม ดังนี้
•กะละมัง/ถังพลาสติก 4,748 ใบ เป็นเงิน 474,800 บาท
• ไม้พาย (ขนาด 16 นิ้ว) จำนวน 4,748 อัน เป็นเงิน 284,880 บาท
จากการตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน (ยกเว้นพื้นที่ชัยภูมิ) พบว่า กิจกรรมฝึกอบรมน้ำยาล้างจาน และสบู่เหลว มีการจัดซื้อวัสดุสำหรับใช้ในการฝึกอบรมนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แม้จะเคยใช้ไปแล้วมากกว่า 1 ครั้งยังสามารถใช้งานได้ แต่ไม่มีการนำเอาวัสดุนั้นกลับมาใช้งานใหม่ ได้แก่ กะละมัง/ถังพลาสติกและไม้พาย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 759,680 บาท (กะละมัง/ถังพลาสติก ราคา 100 บาท/อัน ไม้พาย ราคา 60 บาท/อัน) เป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็น ไม่ประหยัด
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม เพื่อป้องกันและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการเบิกจ่าย
-ข้อตรวจพบที่ 9 การจัดซื้อวัสดุสำหรับใช้ในฝึกอบรม โดยวิธีเฉพาะเจาะจงจากผู้ประกอบการรายเดียวกันหลายครั้ง
การตรวจสอบการจัดซื้อวัสดุสำหรับใช้ในการฝึกอบรม (ยกเว้นพื้นที่ชัยภูมิ) หมวดลดรายจ่าย ได้แก่ น้ำยาล้างจาน สบู่เหลว หมวดเพิ่มรายได้ ได้แก่ เพ้นท์กระเป๋า พับเหรียญโปรยทาน พบว่าการจัดซื้อวัสดุสำหรับใช้ในการฝึกอบรมเป็นการกระจายอำนาจในการจัดซื้อไปยังหน่วยเบิกจ่ายต่างๆ แต่ละหน่วยเบิกจ่าย และใช้วิธีการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างให้ครั้งหนึ่งไม่เกิน 500,000 บาท โดยเป็นการจัดซื้อจากผู้ประกอบการรายเดียวกันหลายครั้ง ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวม 252 ครั้ง เป็นเงิน 26,201,076 บาท
ทั้งนี้ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 20 และหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.4/2725 ลงวันที่ 21 มกราคม 2563 เรื่อง ข้อหารือการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง กำหนดว่า ข้อ 20 วรรคหนึ่ง “การแบ่งซื้อแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกัน เพื่อให้วิธีการซื้อหรือจ้าง หรืออำนาจในการสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนแปลง ไปกระทำมิได้”
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการ ดังนี้
1. กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในการให้ความสำคัญกับการพิจารณาวิธีการจัดซื้อจัดจ้างในแต่ละครั้ง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อทางราชการมากที่สุด
2. กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
-ข้อตรวจพบที่ 10 เอกสารประกอบการเบิกจ่ายของผู้รับจ้างทำอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่ม ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
การตรวจสอบหลักฐานการเบิกจ่ายค่าอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่มของผู้รับจ้างทำอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่มในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยเลือกตรวจสอบรายที่มีการรับจ้างมากกว่า 5 ครั้ง และมีรายได้จากการรับจ้างทำอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่ม มากกว่า 100,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อผู้รับจ้างทำอาหารตามใบสำคัญรับเงินรายเดียวกัน พบว่า บางรายมีลายมือชื่อที่แตกต่างกัน รวมถึงการส่งหนังสือยืนยันและการสัมภาษณ์ ได้รับข้อมูลว่ามิได้เป็นผู้รับจ้างทำอาหารอาหารว่างและเครื่องดื่ม
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการ ดังนี้
1. ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการลงลายมือชื่อของผู้รับจ้างทำอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่มรายเดียวกันในใบสำคัญรับเงินไม่เหมือนกัน หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
2.ตรวจสอบกรณีดังกล่าวข้างต้นกับหน่วยเบิกจ่ายในสังกัดที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจาก สตง. หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินคืนเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี
-ข้อตรวจพบที่ 11 ป้ายไวนิลโครงการ มีข้อความไม่ครบถ้วนตามข้อกำหนดในสัญญา และมีการใช้ป้ายเดิมวนซ้ำ
การตรวจสอบใบสำคัญจ่ายและภาพถ่ายเพื่อประกอบการเบิกจ่าย พบว่า การจัดทำป้ายไวนิลแสดงวันเวลา สถานที่ฝึกอบรม มีการใช้ป้ายเดิมวนซ้ำ โดยลักษณะของป้ายมีการเว้นที่ว่างไว้เพื่อเติมข้อความ วันเวลา สถานที่ที่จัดฝึกอบรม เพื่อให้สามารถใช้ซ้ำได้หลายจุด แต่มิได้มีการปรับลดค่าจ้างจัดทำป้ายไวนิลแต่อย่างใด
ข้อเสนอแนะ
เห็นควรให้ผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการใช้ป้ายไวนิลที่มีลักษณะเป็นป้ายใช้ซ้ำแต่เบิกจ่ายเงินเต็มจำนวน หากพบว่าทำให้ราชการได้รับความเสียหายให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชดใช้เงินเป็นรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน และดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี




