‘อนุทิน’ และโฆษกรัฐบาล โต้กลับพรรคประชาธิปัตย์ หลังถูกวิจารณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรง ‘โง่-ห่วย-เลว’ ปมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยันเป็นเพียงวาทกรรม ชี้พรรคจาก 100 เสียงเหลือสิบกว่าเสียง พูดถึงตัวเองหรือไม่?
สืบเนื่องจากกรณีพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค แถลงทิศทางและความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ขีดความสามารถทางสติปัญญาของทีมบริหารประเทศ ศักยภาพในการรับมือวิกฤตและภัยพิบัติ ตลอดจนปัญหาจริยธรรมและธรรมาภิบาลที่สังคมยังคลางแคลงใจ หรือสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่าเข้าข่ายรัฐบาล ‘โง่-ห่วย-เลว’
ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงประเด็นดังกล่าวว่า เป็นเพียงวาทกรรมของพรรคการเมืองที่เคยมี สส. กว่า 100 เสียง แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 10 กว่าเสียง ที่พยายามพูดใส่พรรคที่เคยมี สส. 10 กว่าเสียง แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 200 เสียง จึงไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เข้าข่ายคำกล่าวอ้างนั้น
“เขาพูดถึงตัวเองหรือเปล่า คนเราพูดคำพวกนี้ออกมาได้ ก็แสดงว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเป็น ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวเอง (Defense Mechanism)” นายอนุทินกล่าว
ขณะที่ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้เช่นกัน โดยชี้ว่า การออกมาใช้ถ้อยคำรุนแรงในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกของกลุ่มผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจเป็นเพียงการสร้างกระแสแย่งซีนกันเองภายในพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งมองว่าการพูดคุยเพื่อประโยชน์ของประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำหยาบคาย และการตีตราผู้อื่นว่าโง่ถือเป็นการกล่าวหาที่ไม่เหมาะสม
ส่วนกรณีที่วิจารณ์ว่ารัฐบาล ‘ห่วย’ นั้น ไม่แน่ใจว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัด เพราะเมื่อย้อนมองผลงานของพรรคผู้กล่าวหาเอง ก็ต้องถามกลับว่าที่ผ่านมาทำได้ดีหรือห่วยกันแน่ เช่นเดียวกับคำว่า ‘เลว’ ที่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ แต่การจะกล่าวหาคนอื่นว่า ชั่ว โง่ ห่วย หรือเลวนั้น ควรถอยกลับมาพิจารณาตนเองให้ดีเสียก่อน
ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมีผลงานเชิงประจักษ์ในหลายมิติ ทั้งการกวาดล้างมิจฉาชีพออนไลน์และเครือข่ายนอมินี การเติบโตของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตลอดจนความก้าวหน้าในการเตรียมความพร้อมเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและความได้เปรียบของไทยในการเจรจาบนเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ




