News Logo
หน้าแรก
กสม.ชี้คดี‘พลทหารเรือ’ละเมิดสิทธิฯส่ง รพ.ช้า แนะกองทัพเรือ-กลาโหมแก้ไข

กสม.ชี้คดี‘พลทหารเรือ’ละเมิดสิทธิฯส่ง รพ.ช้า แนะกองทัพเรือ-กลาโหมแก้ไข

22 ต.ค. 2569 16:22
ผู้ชม 18 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กสม. แถลงผลสอบกรณีการเสียชีวิตของพลทหาร สังกัดกรมสารวัตรทหารเรือ ชี้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลล่าช้า รวมถึงมีการทำร้ายร่างกายและปล่อยให้นอนบนพื้นปูนร้อนซ้ำเติมอาการป่วย พร้อมมีข้อเสนอแนะให้กองทัพเรือและกระทรวงกลาโหมเร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต และปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในการฝึก

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของพลทหาร สังกัดกรมสารวัตรทหารเรือ โดยระบุว่า จากการตรวจสอบพบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที พร้อมมีข้อเสนอแนะไปยังกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงมาตรการต่อไป 

นายวสันต์ ระบุว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมารดาของพลทหาร ศิริวัฒน์ ใจดี ทหารกองประจำการ สังกัดกรมสารวัตรทหารเรือ (ผู้ถูกร้อง) เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยก่อนหน้านี้ผู้ร้องได้ขอให้คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของพลทหาร ศิริวัฒน์ ระหว่างการฝึกที่กองร้อยฝึกทหารกองประจำการ กรมสารวัตรทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งกรรมาธิการการทหารได้ส่งเรื่องต่อไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้สืบสวนสอบสวนตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

ต่อมา DSI ได้มีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่า เรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และได้ส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแทน อย่างไรก็ตาม ผู้ร้องไม่เห็นด้วยและได้ทำหนังสือโต้แย้งผลการพิจารณาไปยังอธิบดี DSI, ประธาน กมธ.การทหาร และประธาน ป.ป.ช. พร้อมยื่นเรื่องให้ กสม. เข้าตรวจสอบเนื่องจากเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 ประเด็น ประเด็นแรก กรณีการเสียชีวิตของพลทหาร ศิริวัฒน์ เป็นผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย การฝึก หรือการลงโทษทางวินัย อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ 

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ครูฝึกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดผู้ถูกร้องทำหน้าที่ฝึกทหารใหม่ สั่งให้ทหารกองประจำการออกกำลังกาย อยู่กับที่ในช่วงบ่าย ซึ่งสภาพอากาศร้อนสลับกับมีฝนตก ต่อมาเวลาประมาณ 16.00 น. สั่งให้พลทหาร ออกกำลังกายโดยการวิ่งรอบสนามฟุตบอล 5 รอบ พลทหาร ศิริวัฒน์ วิ่งได้ระยะหนึ่งแล้วหมดแรง ไม่มีสติไม่สามารถสื่อสารได้ ผู้ถูกร้องสั่งให้เพื่อนพลทหารปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถอดเสื้อผ้าและให้นอนนิ่ง ๆ บริเวณพื้นปูนใกล้ที่รับประทานอาหารเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ระหว่างการปฐมพยาบาลมีการทำร้ายร่างกายโดยการเตะและตบหน้า จนกระทั่งเวลาหลัง 18.00 น. จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ซึ่งขณะนั้นพลทหาร ศิริวัฒน์ อยู่ในภาวะวิกฤต ได้รับการกู้ชีพและเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ตรวจร่างกายของ พลทหาร ศิริวัฒน์ หลังเสียชีวิต ไม่พบบาดแผลภายนอก อุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูง 43.4 องศาเซลเซียส ซึ่งแพทย์มีความเห็นว่า เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้ภาวะโรคลมแดด แต่ไม่สามารถสรุปสาเหตุว่าเสียชีวิตจากโรคลมแดดได้ ส่วนผลการชันสูตร พลิกศพของสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ไม่พบบาดแผลภายนอกที่เกิดจากการทำร้ายร่างกาย อวัยวะภายในที่เสียหายเกิดจากการกู้ชีพ ประกอบกับข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลในที่เกิดเหตุระบุว่า ครูฝึกสั่งให้ทหารกองประจำการทั้งหมดวิ่งออกกำลังกาย ตามกำหนดฝึกปกติ ไม่มีการบังคับลงโทษทางวินัย 

ทั้งนี้ แม้ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบจะปรากฏว่าครูฝึก ทำร้ายร่างกายพลทหาร ศิริวัฒน์ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อปฏิบัติหลักสูตรเบื้องต้นเฉพาะเหล่าทหารสารวัตร แต่ไม่เป็นสาเหตุให้พลทหาร ศิริวัฒน์ เสียชีวิต และจากการชันสูตรพลิกศพ ไม่พบร่องรอยบาดแผลภายนอกหรือการบาดเจ็บภายในที่เกิดจากการซ้อมทรมานหรือการลงโทษทางวินัยที่รุนแรงโดยตรง ในชั้นนี้ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า การเสียชีวิตของพลทหาร ศิริวัฒน์ เป็นผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย การฝึก หรือการลงโทษทางวินัย 

ประเด็นที่สอง การปฐมพยาบาลและการนำตัวพลทหาร ศิริวัฒน์ ส่งโรงพยาบาลนั้น ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องในฐานะหน่วยงานผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลสวัสดิภาพของผู้เข้ารับการฝึก กลับไม่จัดให้มีระบบการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน มีการละเลยและปล่อยให้เวลาเนิ่นช้าจนผู้ป่วยเข้าสู่อาการวิกฤตจึงนำส่งโรงพยาบาล ทั้งที่อยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่านั้น จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่ามีการใช้ความรุนแรงต่อพลทหาร ศิริวัฒน์ จริง ซึ่งต้นสังกัดได้สั่งลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว แม้พยานหลักฐานทางการแพทย์จะระบุว่า การทำร้ายร่างกายดังกล่าวไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เสียชีวิต แต่ถือเป็นการกระทำต่อร่างกายของผู้ป่วยในขณะที่อยู่ในภาวะอ่อนแรง ไม่มีสติควบคุมหรือปกป้องตนเองได้ อีกทั้ง การปล่อยให้นั่งหรือนอนพักบนพื้นปูนซีเมนต์ซึ่งสะสมความร้อนมาตลอดทั้งวัน ถือเป็นการซ้ำเติมอาการป่วยอย่างร้ายแรง ในชั้นนี้ กสม. จึงเห็นว่า บุคลากรของผู้ถูกร้องมีการทำร้ายร่างกายพลทหาร ศิริวัฒน์ และละเลยการปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างเหมาะสม รวดเร็ว จนเป็นเหตุให้เข้าถึงการรักษาล่าช้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเสียชีวิต จึงรับฟังได้ว่า กระบวนการปฐมพยาบาลและการนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ล่าช้าดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. จึงมีข้อเสนอแนะต่อกองทัพเรือ ให้เยียวยาความเสียหายแก่ครอบครัวของพลทหาร ศิริวัฒน์ เพิ่มเติมตามหลักการเยียวยาอันเนื่องมาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้แก่ การประสานงานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม การฟื้นฟูสภาพจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต และการแจ้งความคืบหน้าการดำเนินคดีอาญาให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตทราบเป็นระยะ ปรับปรุงระบบการลงโทษทางวินัย โดยทบทวนระเบียบว่าด้วยการลงโทษทางวินัยทหาร โดยเฉพาะในกรณีที่มีพฤติการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือใช้ความรุนแรงต่อพลทหารให้มีเกณฑ์การลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำ และเพียงพอที่จะยับยั้งมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคต รวมทั้งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการฝึกทหารกองประจำการ โดยต้องมีบุคลากรที่มีทักษะการกู้ชีพและมีอุปกรณ์กู้ชีพที่ได้มาตรฐานประจำอยู่ในสนามฝึกทุกแห่งตลอดระยะเวลาที่มีการฝึก และมีแผนส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพด้วย 

นอกจากนี้ ให้กระทรวงกลาโหมปรับปรุงกระบวนการตรวจร่างกายทหารกองประจำการให้ครอบคลุมถึงประวัติสุขภาพเชิงลึกและความเสี่ยงทางพันธุกรรมหรือโรคแฝง เช่น โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวอื่นที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตขณะฝึกหนัก โดยให้แพทย์เป็นผู้ประเมินโดยละเอียด แทนการให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ฝึกทหารสอบถามประวัติด้วยวาจา และปรับปรุงระบบส่งต่อข้อมูลสุขภาพจากศูนย์ฝึกทหารใหม่ไปยังหน่วยฝึกเฉพาะเหล่าอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ครูฝึกสามารถปรับแผนการฝึกให้เหมาะสมกับขีดความสามารถทางร่างกายของทหารรายบุคคล รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชน สนับสนุนงบประมาณและบุคลากรในการอบรมครูฝึกอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการปฏิบัติต่อทหารตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมกันนี้ ให้ส่งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้ไปยังสถานีตำรวจภูธรสัตหีบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสม.แนะราชทัณฑ์ถ่ายภาพภาพผู้ต้องขังก่อน-หลังย้าย ป้องกันการทำร้าย
กสม.แนะราชทัณฑ์ถ่ายภาพภาพผู้ต้องขังก่อน-หลังย้าย ป้องกันการทำร้าย