'วราวุธ'สั่งลุยปราบลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม-ขยะพิษ ผนึก'ปปง.'ดันกฎหมายฟอกเงิน ครอบคุมความผิดด้านสิ่งแวดล้อม ขยายผลตรวจสอบเส้นทางเงิน ยึดทรัพย์เจ้าของตัวจริงและนอมินี ส่ง 50 ทีมตรวจเข้มโรงงานกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สั่งการเร่งแก้ปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและจัดการของเสียผิดกฎหมาย โดย กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผลักดันเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและติดตามทรัพย์สินถึงผู้บงการและนอมินี ควบคู่ระดมทีมไม่น้อยกว่า 50 ชุด ตรวจเข้มโรงงานกลุ่มเสี่ยง ตั้งเป้าครอบคลุมทั่วประเทศ
ด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้เข้าหารือกับพลตำรวจโทเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาแนวทางเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน พร้อมบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินมาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
นายภาสกรกล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งแก้ปัญหาการประกอบกิจการผ่านตัวแทนหรือบุคคลและนิติบุคคลที่ถือครองหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริง หรือนอมินี รวมถึงการถ่ายโอนทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่ได้จากการกระทำผิด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการติดตามผู้รับผิดชอบและเรียกคืนค่าใช้จ่ายในการบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ ขณะที่ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเร่งแก้ไขความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
นายภาสกรกล่าวว่า สำนักงาน ปปง. แจ้งถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยจะเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน ครอบคลุมกฎหมายว่าด้วยโรงงาน วัตถุอันตราย และการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเร็วกลางปี 2570 เพื่อเพิ่มเครื่องมือตรวจสอบธุรกรรมและติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ตลอดจนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องเบื้องหลัง ทั้งนี้ ระหว่างรอแก้ไขกฎหมาย หากพบการกระทำผิดที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่แล้ว เช่น ความผิดเกี่ยวกับศุลกากร สามารถพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินได้
"ระหว่างการผลักดันกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งตรวจสอบโรงงานประเภทลำดับที่ 105 และ 106 ตั้งเป้าครอบคลุม 100% ทั่วประเทศ เริ่มจากพื้นที่เร่งด่วนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จังหวัดปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ระดมทีมปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 50 ชุด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดตามการประกอบกิจการ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ"นายภาสกรกล่าว
นายภาสกรกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงาน ปปง. เตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน บูรณาการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาควบคู่กับมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สิน พร้อมวางระบบส่งต่อข้อมูล สำนวนคดี และพยานหลักฐาน รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อให้การแก้ปัญหาครอบคลุมทั้งการตรวจโรงงาน การดำเนินคดี และการตัดวงจรผลประโยชน์ของผู้กระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อม




