News Logo
หน้าแรก
ศาลปค.สูงสุดเรียก‘ไตรรัตน์’แจงส่อละเมิดอำนาจปมแพร่ข่าวคำสั่งคดีนพ.สรณ

ศาลปค.สูงสุดเรียก‘ไตรรัตน์’แจงส่อละเมิดอำนาจปมแพร่ข่าวคำสั่งคดีนพ.สรณ

30 ต.ค. 2569 02:15
ผู้ชม 16 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ศาลปกครองสูงสุดออกหมายเรียก ‘ไตรรัตน์’ ส่อละเมิดอำนาจศาล กรณีสำนักงาน กสทช.เผยแพร่ข่าวคำสั่งศาลคดี ‘นพ.สรณ’ฟ้องคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ครบถ้วน อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาล ให้ชี้แจงภายใน 7 วัน

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งถึงรองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) (นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล) ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 จากคดีที่นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ผู้ฟ้องคดี และคณะกรรมการสรรหา กสทช.ผู้ถูกฟ้องคดี

 คำสั่งระบุว่า ด้วยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาหนังสือสำนักงานศาลปกครอง ลับ ด่วนที่สุด ที่ ศป 0032.4 (ล) 405 ลงวันที่ 8 กันยายน 2569 เรื่อง การตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการเผยแพร่ข่าวสารของสำนักงาน กสทช. อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล โดยที่ปรากฏว่าได้มีการเผยแพร่เอกสารข่าว กสทช. ฉบับที่ 85/2569 ลงวันที่ 3 กันยายน 2569 ระบุว่าผู้ถูกกล่าวหาเปิดเผยว่า “ข้อ 3.ศาลปกครองสูงสุด ระบุว่าการตีความถึงการเป็นผู้มีส่วนได้เสีย หรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง”

 “ฉะนั้น ให้ท่านทำคำชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้า จำนวน 1 ชุด ยื่นต่อศาล ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้”คำสั่งศาลระบุ

 รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากคำสั่งดังกล่าว ยังระบุคำเตือนว่า ในกรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล หรือมีพฤติกรรมประวิงคดีให้ล่าช้า ศาลมีอำนาจรายงานผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับดูแล ผู้ควบคุม หรือนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุง หรือสั่งการ หรือลงโทษทางวินัยได้ ทั้งนี้ โดยไม่เป็นการตัดอำนาจที่ศาลจะมีคำสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 57 วรรคสี่และมาตรา 64

 รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากนี้ยังระบุคำสั่งเพิ่มเติมว่า แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นั้น ไม่ต้องถึงขนาดว่า ณ เวลาที่ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีถูกกระทบสิทธิหรืออาจมีประโยชน์เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น เพียงแต่ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือเกิดขึ้นแน่นอน ก็ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติที่ว่า “อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” แล้วเมื่อคำวินิจฉัยที่พิพาทในคดีนี้ “อาจจะ” ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ถือว่าเพียงพอที่จะถือว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องตีความบทบัญญัติดังกล่าวโดยเคร่งครัดว่า ผู้ฟ้องคดีมีความเดือดร้อนเสียหายเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เพียงใด และเมื่อได้มีการเผยแพร่และกล่าวอ้างคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อสาธารณชน ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการพิจารณานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. คำวินิจฉัยที่พิพาทจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของ นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 และยังมีวาระเหลืออยู่จนถึงวันที่ 13 เมษายน 2571

คำสั่งระบุว่า กล่าวคือ ทำให้สถานะของผู้ฟ้องคดีถูกโต้แย้ง เกิดความไม่แน่นอนว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน และเกิดความเสียหายต่อการจัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อถือของกรรมการ กสทช. เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบกิจการ และสาธารณชนที่มีต่อผู้ฟ้องคดี ฯลฯ ข้อ 4. จากข้อ 3 ศาลปกครองสูงสุดจึงระบุว่า เห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายแล้ว และได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่พิพาท โดยการเพิกถอนให้มีผลย้อนหลังนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นคำขอที่ศาลมีอำนาจกำหนดบังคับได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เดียวกันอย่างชัดแจ้ง โดยไม่จำต้องรอให้พระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด “ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบของศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลังจากเกิดผลกระทบมากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ข้อ 5. ศาลปกครองสูงสุด ระบุเนื้อหาส่วนหนึ่งด้วยว่า “การตีความโดยพิจารณาสิทธิในการฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงควรตีความและพิจารณาคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความเสียหายเป็นสำคัญ มิใช่ตีความโดยเคร่งครัดจำกัดสิทธิโดยพิจารณายึดโยงกับผลที่ตามมาในภายหลังเพียงอย่างเดียว” ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับการกระทำอันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลดังกล่าว ศาลจึงมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงต่อศาลในประเด็นดังต่อไปนี้

 1.ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบเกี่ยวกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด คำสั่งที่ 952/2569 จากบุคคลใด หรือแหล่งที่มาใด

 2.ผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งหรือเผยแพร่เอกสารข่าวดังกล่าวไปยังสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ รวมทั้งสื่ออื่น ๆ รายใดบ้าง ระบุรายชื่อและเวลานำส่งให้ครบถ้วน

 รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้สำนักงานศาลปกครอง ได้ออกเอกสารข่าวเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ชี้แจง กรณีสำนักงาน กสทช.เผยแพร่ เกี่ยวกับคดี นพ.สรณะ บุญใบชัยพฤกษ์ โดยนำข้อความบางตอนของคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาในคดีที่นพ.สรณ  ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ทั้งนี้ ข้อความที่สำนักงาน กสทช. เผยแพร่นั้นเป็นข้อความที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยการนำข้อความเพียงบางส่วนที่ปรากฏในคำสั่งของศาลไปเผยแพร่โดยไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาล เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GC ผนึก SCGC ร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์ ดันปิโตรเคมีไทยติด Top 10 ของโลก
GC ผนึก SCGC ร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์ ดันปิโตรเคมีไทยติด Top 10 ของโลก