News Logo
หน้าแรก
‘ทวี’ ชี้ ‘ขยะพิษ’ผลทุจริตเชิงโครงสร้าง ย้ำต้องคืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชน

‘ทวี’ ชี้ ‘ขยะพิษ’ผลทุจริตเชิงโครงสร้าง ย้ำต้องคืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชน

3 พ.ย. 2569 13:09
ผู้ชม 16 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'ทวี' เสนอปฏิรูปยุติธรรมสิ่งแวดล้อมยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ชี้ช่องโหว่กฎกระทรวงพาณิชย์เปิดทางทุนต่างชาติถ่ายทรัพย์สินเลี่ยงรับผิดชอบ พร้อมเสนอ 6 มาตรการผ่าทางตัน คืนสิทธิชุมชนฟ้องตรง ห้ามค้ำประกันหนี้ในเครือ ตั้งกองทุนหลักประกันฟื้นฟู ตรวจบัญชีกากพิษทุกไตรมาส ปรับภาระพิสูจน์ให้โรงงาน และประชาพิจารณ์ต้องมาจากคนในพื้นที่จริง

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เสนอให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อรับมือกับวิกฤตขยะพิษและการทุจริตเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของภาครัฐจากการออกกฎกระทรวงพาณิชย์ที่ยกเว้นใบอนุญาตธุรกิจบริการในเครือ ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐมีช่องทางในการตรวจสอบการบริหารงานและติดตามเส้นทางการเงินของเครือข่ายทุนต่างชาติ พร้อมเสนอ 6 มาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ควรประเมินจากผลกำไรของกลุ่มทุนผูกขาด หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียของสังคม แต่จำเป็นต้องวัดจากสิทธิในการมีชีวิตรอด ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชนคนธรรมดาเป็นสำคัญ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อมีผลสำรวจจากภาคเอกชนที่สะท้อนถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ มักจะได้รับปฏิกิริยาตอบกลับในลักษณะของการแก้ตัว หรือการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์ขยะพิษที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้กลายเป็นประจักษ์พยานอย่างชัดเจน เนื่องจากหน่วยงานที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงต่อการทุจริตนั้น ล้วนเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลและควบคุมมลพิษ ทรัพยากรทางน้ำ การผังเมือง ป่าไม้ โรงงานอุตสาหกรรม งานศุลกากร ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมาย

ปัญหาสำคัญจึงไม่ได้เกิดจากตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบางรายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และแปรสภาพตนเองไปเป็นเกราะคุ้มครองผู้กระทำผิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ

ดังนั้น เหตุการณ์น้ำท่วมที่ชะล้างสารเคมีและกากวัตถุพิษในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี จนนำไปสู่การเรียกร้องของชาวบ้านผ่านป้ายข้อความ "เราไม่อยากเป็นมะเร็ง" จึงเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่สะท้อนถึงความสิ้นหวังของประชาชน

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า หลักฐานต่างๆ อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ โดยพบทั้งบ่อขยะอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรีที่ขยายตัวกว่า 350 ไร่ และมีความสูงเท่าตึก 7 ชั้น ซึ่งขุดลึกลงไปเหนือชั้นน้ำใต้ดินเพียง 10 เมตร อีกทั้งยังมีการลักลอบนำสารเคมีนอกรายการแจ้งเตือนจากพื้นที่ EEC มาทิ้งจนเกิดเหตุเพลิงไหม้ปล่อยไอพิษ ตลอดจนกองกากยิปซัมฤทธิ์กรดในอำเภอศรีมหาโพธิที่ถูกน้ำฝนชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ ทั้งยังพบปัญหาผังเมืองยังเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนด้วยการปล่อยให้มีการถมดินปิดทางน้ำ จนเมื่อเกิดน้ำท่วมหลากจึงพัดพาเอาสารเคมีและโลหะหนักลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี ทำลายแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน

ขณะเดียวกัน ยังพบพฤติการณ์ของกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้าบังคับใช้ใบอนุญาตตัดบดยาง แต่แอบแฝงหลอมสารเคมีและรีไซเคิลกากพิษ เช่น โรงงานในจังหวัดชลบุรีซึ่งกระทำผิดถึง 17 คดี แต่ยังคงเปิดดำเนินกิจการและปล่อยน้ำเสียลงชั้นดิน

รวมถึงกรณีของกากแคดเมียมจำนวน 15,000 ตัน ที่ถูกขนย้ายจากจังหวัดตากไปซุกซ่อนในจังหวัดสมุทรสาครและชลบุรี ซึ่งเกิดคำถามสำคัญทางบัญชีว่ากากพิษหลายพันตันหายไปจากระบบได้อย่างไร ทั้งที่มีมาตรการบังคับใช้ใบกำกับการขนส่งทุกเที่ยว 

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบคัดกรองสินค้าขาเข้าที่ด่านศุลกากรยังปรากฏช่องโหว่รุนแรง ดังเช่นกรณีฝุ่นแดงเตาหลอมเหล็ก (EAF Dust) น้ำหนัก 816 ตัน หรือราว 100 ตู้คอนเทนเนอร์จากประเทศแอลเบเนีย ที่เกือบหลุดรอดเข้าประเทศแต่สกัดไว้ได้เพราะได้รับคำเตือนจากองค์กรเฝ้าระวังระหว่างประเทศ ในขณะที่การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการกำกับดูแลแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการเกี่ยงสำนวนคดีของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น กรณีอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ปนเปื้อนโลหะหนักจนไม่สามารถใช้การได้ แต่สถานีตำรวจท้องที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กลับโยนความรับผิดชอบกันไปมา พ.ต.อ.ทวีระบุว่า ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่าวิกฤตการณ์เหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงด้วยการออกคำสั่งจากฝ่ายบริหาร หากแต่จำเป็นต้องลงมือแก้ไขที่ตัวบทกฎหมายอย่างจริงจัง

พ.ต.อ.ทวี ระบุเพิ่มเติมถึงความย้อนแย้งในการดำเนินงานของภาครัฐว่า ในขณะที่รัฐบาลชูนโยบายปราบปรามกลุ่มทุนนอมินีอย่างเข้มงวด แต่กระทรวงพาณิชย์กลับออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเข้าตำรา 'มือถือสาก ปากถือศีล' อย่างชัดเจน เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับนี้ได้ยกเว้นใบอนุญาตการให้บริการระหว่างบริษัทในเครือ ทั้งในส่วนงานบริหารจัดการ งานบริการด้านไอที ตลอดจนการค้ำประกันหนี้สิน ส่งผลให้ภาครัฐมีโอกาสและช่องทางในการตรวจสอบเส้นทางการเงินในเครือข่ายทุนต่างชาติน้อยลงไปอีก

ยกตัวอย่างเช่น หากโรงงาน A ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจจัดการขยะพิษ มีที่ดินและเครื่องจักรเป็นสินทรัพย์หลัก ถูกบริษัทแม่ดึงสภาพคล่องและเงินสดเข้าสู่บัญชีกลาง (Cash Pooling) พร้อมทั้งเรียกเก็บค่าบริหารจัดการและค่าบริการไอทีจากโรงงาน A เป็นรายเดือน หลังจากนั้น สินทรัพย์คงเหลือของโรงงาน A จะถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันหนี้สินให้แก่บริษัท B ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือ 

เมื่อเกิดเหตุสารพิษรั่วไหลจนชาวบ้านฟ้องร้องและชนะคดีในชั้นศาล โรงงาน A กลับเหลือเพียงซากโรงงานและภาระหนี้สิน ทำให้แทบไม่มีทรัพย์สินเหลือให้บังคับคดีชดเชยความเสียหายได้ ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ บทบัญญัติทางกฎหมายนับสถานะความเป็น ‘บริษัทในเครือ’ จากจำนวนบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการซ้ำกัน โดยมิได้พิจารณาเพียงสัดส่วนการถือครองทุน ทำให้เครือข่ายนอมินีที่ถือหุ้นเพียงเล็กน้อยสามารถเชื่อมโยงหลายบริษัทให้ค้ำประกันหนี้สินระหว่างกันได้ ส่งผลให้ผลกำไรถูกถ่ายโอนไปลงบัญชีไว้ที่บริษัทอื่นในเครือ แต่ปล่อยภาระความเสียหายทั้งหมดไว้กับประชาชน

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายในการผ่าทางตันเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เริ่มจากการทลายข้อจำกัดเดิมด้วยการรับรองให้ชุมชนเป็นผู้เสียหายโดยตรง สามารถยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้เอง รวมถึงฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาโดยไม่ต้องรอหน่วยงานรัฐ เพื่อตัดวงจรการประวิงสำนวนและการแทรกแซงทางการเมือง 

ควบคู่ไปกับการอุดช่องโหว่การค้ำประกันในกลุ่มธุรกิจ โดยห้ามโรงงานกากอันตรายนำทรัพย์สินไปค้ำประกันหนี้สินให้บริษัทอื่นในเครือ ยกเลิกเกณฑ์การนับสัดส่วนจากจำนวนบุคคล และบังคับเปิดเผยภาระผูกพันค้ำประกันรวมถึงรายการระหว่างกันในงบการเงินอย่างเคร่งครัด ตลอดจนการจัดตั้งกองทุนหลักประกันและคุ้มครองสิทธิชุมชน บังคับโรงงานวางเงินประกันความเสียหายตามต้นทุนการฟื้นฟูจริง ทำประกันภัยสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการถ่ายทรัพย์สินหนีความรับผิดชอบ และจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวบ้านในการดำเนินคดีเพื่อป้องกันการถูกฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) 

นอกจากนี้ ยังต้องยกระดับการกำกับดูแลและกระบวนการยุติธรรมในทุกมิติ โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบรายละเอียดกากอุตสาหกรรมในระบบ ‘นำเข้า บำบัด และคงเหลือ’ ทุกไตรมาสพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน พร้อมยกระดับศาลสิ่งแวดล้อมชำนัญพิเศษให้อำนาจสั่งระงับการประกอบกิจการเป็นการชั่วคราวได้ทันที และกำหนดให้ในคดีแพ่งเป็นภาระของโรงงานในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์เนื่องจากข้อมูลหลักฐานทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของฝั่งโรงงาน 

ทั้งยังต้องสร้างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง โดยมติประชาพิจารณ์ต้องมาจากประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจริง หากพบการจัดตั้งประชาคมเท็จจะต้องถูกดำเนินคดีทันที พร้อมทั้งทบทวนกฎกระทรวงที่มีลักษณะถอดถอนเครื่องมือการคัดกรองของภาครัฐ

886377953_1157678296826482_5678004094924678026_n

-1-

“ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก และปอดคนไทยไม่ได้มีไว้ฟอกสารพิษ! เมื่อขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากพิษถูกลักลอบกลบฝังบนแผ่นดินเรา ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่ออำนาจในการปกป้องชีวิตกลับคืนสู่มือประชาชน แผ่นดิน สายน้ำ และอากาศบริสุทธิ์ คือสมบัติที่เราต้องส่งต่อให้ลูกหลาน เราไม่อาจยอมให้ผู้มีอำนาจนำประเทศไปประเคนให้กลุ่มทุนข้ามชาติเป็นที่ทิ้งขยะแลกผลประโยชน์อีกต่อไป ถึงเวลาที่อำนาจและความยุติธรรมต้องกลับคืนสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง”  พ.ต.อ.ทวี ระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม. ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ขยายอายุผู้ประกันตน ม.33 ถึง 65 ปี
ครม. ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ขยายอายุผู้ประกันตน ม.33 ถึง 65 ปี