กสม. ชี้กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ตั้งจุดสกัด-ตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิ แนะ ตร. กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอให้ชัดเจน
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งผ่านเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 12.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี (ผู้ถูกร้อง) ตั้งจุดสกัดตรวจบริเวณพื้นที่สะพานเกาะหม้อแกง ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.โคกโพธิ์ และ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และเรียกตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของผู้ร้อง โดยใช้วิธีการนำสำลีป้ายที่กระพุ้งแก้มทั้งสองข้าง ผู้ร้องเห็นว่าการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของบุคคลเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการลบ ทำลาย หรือเพิกถอนข้อมูลดีเอ็นเอออกจากระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 วรรคสอง กำหนดเงื่อนไขในการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมจากบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ โดยต้องเป็นบุคคลที่มีสถานะเกี่ยวข้องกับคดีอาญาตามที่กฎหมายกำหนด ต้องดำเนินการโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการ ต้องได้รับความยินยอมและกระทำเพียงเท่าที่จำเป็น สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 ประเด็น ประเด็นแรก การที่ผู้ถูกร้องตั้งจุดสกัดและเรียกตรวจผู้ร้อง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างเหตุผลในการตั้งจุดสกัดว่าเป็นมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยภายหลังเกิดเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ใกล้เคียง และเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมักใช้สัญจร อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานการได้รับอนุมัติให้ตั้งจุดสกัดจากผู้มีอำนาจ การบันทึกแผนในระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลควบคุมการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และด่านตรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (TPCC) หรือการประสานศูนย์รับแจ้งเหตุหรือศูนย์วิทยุสื่อสาร อีกทั้งเจ้าหน้าที่แต่งกายนอกเครื่องแบบและไม่มีการติดตั้งกล้องบันทึกภาพและเสียงติดตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อบันทึกการปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี แม้การรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุร้ายจะเป็นวัตถุประสงค์อันชอบธรรม แต่การจำกัดเสรีภาพของประชาชนต้องมีฐานอำนาจตามกฎหมายและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานดังกล่าว การเรียกตรวจผู้ร้องจึงเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางโดยปราศจากฐานอำนาจและหลักประกันในการตรวจสอบที่เหมาะสม เป็นการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ประเด็นที่สอง การที่ผู้ถูกร้องตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) และนำส่งตัวอย่างดังกล่าวไปยังศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 เพื่อบันทึกเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เห็นว่า แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะอ้างว่าผู้ร้องมีความสัมพันธ์เป็นภรรยาเก่าของบุคคลที่เคยถูกจับกุมตามหมายจับในคดีความมั่นคงเมื่อปี 2561 แต่ไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ร้องโดยตรง และไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีสถานะเป็นผู้เกี่ยวข้องในคดีอาญาใด อีกทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีหรือแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับการอ้างความยินยอมนั้น พบว่าผู้ร้องได้สอบถามเหตุผลและปฏิเสธในเบื้องต้นแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันที่จะตรวจเก็บดีเอ็นเอ และให้ผู้ร้องลงนามในเอกสารยินยอมภายหลังจากดำเนินการเสร็จสิ้นโดยมิได้แจ้งสิทธิและทางเลือกอื่นอย่างชัดเจน ประกอบกับผู้ร้องเป็นหญิงแต่ได้รับการตรวจเก็บโดยเจ้าหน้าที่ชาย และไม่มีการบันทึกภาพและเสียงไว้เป็นหลักฐาน ความยินยอมดังกล่าวจึงไม่อาจถือเป็นความยินยอมโดยสมัครใจอย่างแท้จริงและปราศจากฐานอำนาจตามกฎหมาย การนำข้อมูลเข้าสู่สารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 จึงเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ร้อง ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จึงมีข้อเสนอแนะไปยังศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 และ สภ.โคกโพธิ์ ให้ตรวจสอบและดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลดีเอ็นเอของผู้ร้องออกจากสารบบและฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมจัดทำหลักฐานยืนยันการดำเนินการและแจ้งผลเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ร้องทราบ และให้สภ.โคกโพธิ์มีหนังสือชี้แจงและขอโทษผู้ร้องอย่างเป็นทางการ รวมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การตั้งจุดตรวจและจุดสกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจ การบันทึกแผนในระบบ TPCC การแต่งเครื่องแบบ และการติดตั้งกล้องบันทึกภาพและเสียงขณะปฏิบัติหน้าที่ และให้ตำรวจภูธรภาค 9 นำรายงานฉบับนี้ไปประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ให้ ตร. ทบทวนและกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมจากประชาชนให้ชัดเจน โดยห้ามตรวจเก็บดีเอ็นเอเพื่อจัดทำฐานข้อมูลบุคคลทั่วไป เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 วรรคสอง ครบทุกประการ กำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาและหลักเกณฑ์การลบทำลายข้อมูลให้ชัดเจน รวมทั้งฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดสกัด ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชน หลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เงื่อนไขการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมตามกฎหมาย และการขอความยินยอมที่แสดงถึงความสมัครใจอย่างแท้จริง ตลอดจนจัดให้มีกลไกกำกับดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติงานของด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด และการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงเป็นไปตามกฎหมายและเคารพสิทธิมนุษยชน




