News Logo
หน้าแรก
แนะนายกฯ กำหนดเชียงใหม่-น่าน เป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

แนะนายกฯ กำหนดเชียงใหม่-น่าน เป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

5 พ.ย. 2569 17:02
ผู้ชม 7 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กสม. เตรียมข้อเสนอถึงนายกฯ แก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5-ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ แนะก่อนถึงฤดูไฟป่า-ฝุ่น ให้ ครม. กำหนดเชียงใหม่-น่าน เป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาแบบบูรณาการ-ตั้งคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการซึ่ง ครม. ได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเรื่องดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 และวันที่ 27 มกราคม 2569 หลังจากนั้น กสม. ได้ติดตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐตลอดจนรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เมื่อเดือนพฤษภาคม และเดือนกันยายน 2569 พบว่า แม้ภาครัฐจะได้ดำเนินมาตรการหลายด้านแล้ว แต่ฝุ่น PM2.5 และไฟป่ายังคงเกิดขึ้นซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิทธิในชีวิตและสุขภาพของประชาชน สิทธิชุมชน และเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือ การขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหายังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 5 ด้านสำคัญ ดังนี้

(1) ด้านงบประมาณที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้รับเงินอุดหนุนดับไฟป่าไม่สอดคล้องกับภาระงานจริง งบประมาณบูรณาการจังหวัดลดลง และงบกลางอนุมัติไม่ทันสถานการณ์
(2) ด้านการจัดการไฟที่ยังคงใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดแบบเหมารวม (Zero Burning) โดยไม่จำแนกบริบทความจำเป็น จึงกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบเกษตรไร่หมุนเวียนของกลุ่มชาติพันธุ์
(3) ด้านระบบข้อมูลที่หน่วยงานยังใช้ข้อมูลจุดความร้อนและภาพถ่ายดาวเทียมต่างกัน ทั้งยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลเชื้อเพลิงรายแปลงและมลพิษโรงงานสู่สาธารณะ
(4) ด้านที่ดินและป่าไม้ที่ข้อพิพาทสิทธิที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ทำให้ขาดกติการ่วมและขาดแรงจูงใจให้ชุมชนช่วยดับไฟป่า
(5) ด้านมลพิษข้ามพรมแดนที่การจัดทำแนวกันไฟของชุมชนคู่ขนานชายแดนยังขาดการรับรองสถานะและงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 และไฟป่ามีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่รัฐมีพันธกรณีต้องคุ้มครอง โดยเฉพาะข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 76/300 ว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน รวมถึง มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่กำหนดหน้าที่เชิงรุกของรัฐในการควบคุมมลพิษที่ต้นทาง และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันรวมถึงพื้นที่ปลอดภัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ส่วนการควบคุมไฟป่าและการเผาในที่โล่งต้องตั้งอยู่บนหลักความได้สัดส่วน การบังคับใช้นโยบายห้ามเผาแบบเหมารวมโดยไม่จำแนกบริบท ย่อมกระทบต่อสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิในการดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ตามที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 รัฐจึงต้องปรับเปลี่ยนมาตรการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและบริหารจัดการไฟอย่างสมดุล

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จึงมีมติให้แจ้งข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาในการแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือรวมทั้งข้อเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ สรุปได้ดังนี้

(1) ระยะเร่งด่วน (ก่อนฤดูไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ปี 2570) ให้ ครม. กำหนดให้จังหวัดเชียงใหม่และน่านเป็นพื้นที่นำร่อง (Sandbox) การแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ โดยตั้งคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สถาบันวิชาการ ผู้แทนชุมชน และภาคประชาสังคมร่วมจัดทำแผนและบูรณาการงบประมาณเชิงพื้นที่ ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ปรับเปลี่ยนมาตรการจากการห้ามเผาแบบเหมารวม (Zero Burning) เป็นการบริหารจัดการการเผาที่จำแนกประเภทและบริบทของการใช้ไฟ โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์ ปฏิทินการใช้ไฟ

พร้อมกันนี้ ให้ มท. มอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดในแอ่งอากาศ (Airshed) เดียวกันที่มีปัญหาหมอกควันข้ามเขต ตั้งคณะทำงานทำแผนและปฏิทินการใช้ไฟระดับกลุ่มจังหวัด โดยให้ มท. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แก้ไขระเบียบเพื่อให้ อปท. สามารถใช้เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) จัดหาหน้ากาก N95 เครื่องฟอกอากาศ และห้องปลอดฝุ่นแก่ประชาชนและกลุ่มเปราะบางได้ถูกต้องตามกฎหมาย สุดท้ายในระยะเร่งด่วนให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สธ. มท. และ อปท. พัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางเชื่อมระบบเตือนภัยคุณภาพอากาศ พร้อมสนับสนุน อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ดูแลและมอบอุปกรณ์ป้องกันอย่างครอบคลุม

(2) การดำเนินการภายในระยะ 1 ปี ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านงบประมาณและการเงิน เช่น ให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดตั้งแผนงานบูรณาการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่า หรือจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ให้จังหวัดนำร่องและจังหวัดที่ประสบปัญหารุนแรงตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571 เป็นต้นไป ให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ร่วมกับ มท. และสำนักงบประมาณ ทบทวนหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนป้องกันไฟป่าของ อปท. ให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ป่าและภาระงาน ส่วน ทส. และ มท. ให้ร่วมกับกรมบัญชีกลางทบทวนหลักเกณฑ์ค่าตอบแทน สวัสดิการ และประกันภัยของผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครดับไฟป่า

ด้านการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและตัวชี้วัดร่วม ให้ ทส. กษ. กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) และกระทรวงคมนาคม (คค.) กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณการลดมลพิษทางอากาศตามแหล่งกำเนิด และเปลี่ยนตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ร่วม จากเดิมที่ใช้จำนวนจุดความร้อน (Hotspot) เป็นพื้นที่เผาไหม้นอกแผนบริหารเชื้อเพลิง (Burn Scar) ควบคู่กับจำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน

ด้านระบบข้อมูลเปิดและเทคโนโลยีการเฝ้าระวัง ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ทส. กษ. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาฐานข้อมูลเปิดที่บูรณาการอมูลสำคัญสำหรับการแก้ปัญหา และเผยแพร่ในรูปแบบที่ประชาชนรวมถึงกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ทันที และให้สำนักงบประมาณพิจารณางบประมาณแก่ อว. เพื่อขยายการติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อนอินฟราเรดอัจฉริยะในพื้นที่ป่าความเสี่ยงสูง

ด้านการคุ้มครองประชาชน ให้ มท. ทบทวนหลักเกณฑ์การประกาศเขตช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากฝุ่นให้สอดคล้องกับระดับค่าฝุ่นที่เริ่มกระทบสุขภาพเพื่อให้สามารถนำงบประมาณและทรัพยากรมาช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์

ด้านการจัดที่ดินทำกินและการส่งเสริมป่าชุมชน ให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และ ทส. เร่งรับรองสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนในพื้นที่ของรัฐและพื้นที่ป่า พัฒนากลไกรองรับระบบไร่หมุนเวียนตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชน และสนับสนุนเกษตรนิเวศ รวมถึงสนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตสู่เกษตรนิเวศ และให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปรับปรุงประกาศเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสังคมและชุมชน โดยเพิ่มคณะกรรมการป่าชุมชนและองค์กรเครือข่ายชุมชนผู้ดูแลรักษาป่า ให้เป็นองค์กรเป้าหมายที่ภาคเอกชนสามารถเข้าไปให้การสนับสนุนเงินทุนและทรัพยากรได้โดยตรง

และด้านการจัดการมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน ให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กษ. และกรมศุลกากร เร่งจัดตั้งกลไกตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชเกษตรปลอดการเผา พร้อมทั้งเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และให้ มท. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ ทส. สนับสนุนการทำแนวกันไฟร่วมกับหมู่บ้านคู่ขนานชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ในพื้นที่อำเภอแม่สาย เวียงแก่น และแม่สะเรียง อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กสม. จะมีหนังสือแจ้งข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กสม.
ฝุ่น PM2.5
ฝุ่นPM2.5

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประธานกสม. จี้นายกฯ ขอให้ส่งชาวอุยกูร์ไปประเทศที่สาม
ประธานกสม. จี้นายกฯ ขอให้ส่งชาวอุยกูร์ไปประเทศที่สาม