ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ลุยสอบ 2 โครงการเช่ากำไล EM วงเงินรวมกว่า 1,716 ล้าน ตั้งข้อสังเกตพ่วงจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เรือนจำทั่วประเทศ ทั้ง CCTV ระบบสแกนใบหน้า วิทยุสื่อสาร แท็บเล็ตผู้บริหาร จี้ตรวจสอบความคุ้มค่า-โปร่งใส หวั่นเอื้อประโยชน์เอกชนบางรายหรือไม่
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ออกมาเปิดเผยข้อมูลและติดตามตรวจสอบโครงการจัดหาอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “กำไล EM” ของภาครัฐ วงเงินรวมกว่า 1,716 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น 2 โครงการใหญ่ของกรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์ รวมจำนวนอุปกรณ์ถึง 50,000 เครื่อง ท่ามกลางข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส
โครงการแรก เป็นการเช่ากำไล EM ของกรมคุมประพฤติ วงเงิน 916 ล้านบาท ระยะเวลา 36 เดือน จำนวน 30,000 เครื่อง โดยมีการลงนามสัญญาแล้ว และบริษัทผู้ชนะคือ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
กลุ่มเป้าหมายของโครงการดังกล่าว ได้แก่ ผู้ถูกคุมความประพฤติ ผู้ถูกเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ และนักโทษพักการลงโทษ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ การพัฒนาแอปพลิเคชันแจ้งเตือนสำหรับ “ผู้เสียหาย” หากผู้กระทำผิดเข้าใกล้พื้นที่ต้องห้ามที่กำหนดไว้
ส่วนอีกโครงการ เป็นโครงการเช่ากำไล EM สำหรับผู้ต้องขังภายนอกเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ วงเงิน 800 ล้านบาท จำนวน 20,000 เครื่อง ระยะเวลา 36 เดือน ปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดประมูล e-bidding รอบที่ 2 และยังไม่มีการประกาศผู้ชนะ
อย่างไรก็ตาม ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการของกรมราชทัณฑ์ไม่ได้มีเพียงการจัดหาอุปกรณ์กำไล EM เท่านั้น แต่ยังพ่วงการจัดหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ประจำเรือนจำ 144 แห่งทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ระบบสแกนใบหน้าเข้า-ออก จอมอนิเตอร์ วิทยุสื่อสาร แท็บเล็ตผู้บริหาร รวมถึงเครื่องสำรองไฟ (UPS)
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดคำถามจากภาคประชาชนว่า การรวมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์จำนวนมากเข้าไว้ในโครงการเช่ากำไล EM มีความจำเป็นเพียงใด และราคากลางที่กำหนดมีความเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการกำหนดสเปกเฉพาะ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางรายหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบกำไล EM หลังในอดีตเคยเกิดปัญหาสัญญาณขาดหาย แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว และอุปกรณ์ถูกตัดทำลายได้ง่าย โดยทั้ง 2 โครงการรอบใหม่มีการระบุเงื่อนไขว่า แบตเตอรี่ต้องใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และต้องมีระบบแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีการงัดแงะอุปกรณ์
ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ระบุว่า งบประมาณกว่า 1.7 พันล้านบาท เป็นภาษีของประชาชน จึงควรมีการเปิดเผยรายละเอียดสัญญา ราคากลาง และหลักเกณฑ์การกำหนดสเปกอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมสามารถร่วมตรวจสอบได้ว่า โครงการดังกล่าวถูกดำเนินการอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบยุติธรรมของประเทศจริงหรือไม่

INFO: จับตาโครงการซื้อกำไลEM1.7พ้นล้าน
@ ป.ป.ช. -ป.ป.ท. ลงพื้นที่ติดตามป้องกันทุจริตโครงการเช่ากำไล EM ระยะที่ 3 ใกล้ชิด
ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นางสาวลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต มอบหมายให้นายกฤตชัย พรมวัน ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเฝ้าระวังและป้องปรามการทุจริต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงาน ป.ป.ช. และบูรณาการร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. ลงพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและติดตามการดำเนินโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีงบประมาณตั้งแต่500 ล้านบาทขึ้นไป ณ กรมคุมประพฤติ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมงาน ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ได้ร่วมตรวจสอบเฝ้าระวังและติดตามการดำเนินโครงการเช่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) พร้อมระบบที่เกี่ยวข้อง (ระยะที่ 3) ในวงเงินตามสัญญา 916,000,000 บาท โดยได้รับฟังการชี้แจงรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ จากกรมคุมประพฤติอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ร่วมให้ข้อสังเกตและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุวัตถุประสงค์ โดยได้เน้นย้ำการดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องตามสัญญา เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการต่อไป




