ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับมาตรฐานเชิงวิศวกรรมโครงข่ายในพื้นที่เสี่ยงไฟป่า เพื่อให้บริการ 5G และ 4G พร้อมใช้งานได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤต
นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือไม่ได้กระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ แต่ยังกระทบต่อสถานีฐาน อุปกรณ์ภาคสนาม สายไฟเบอร์ออฟติก และระบบไฟฟ้า ทรูจึงให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังเชิงรุก การเตรียมความพร้อมในพื้นที่เสี่ยง และการบริหารโครงข่ายอย่างรัดกุม เพื่อให้ลูกค้ายังคงใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงยกระดับมาตรฐานเชิงวิศวกรรมโครงข่ายในพื้นที่เสี่ยงไฟป่า โดยมุ่งเน้นทั้งด้านความทนทาน ความยืดหยุ่น และการสำรองพลังงาน เพื่อให้บริการ 5G และ 4G พร้อมใช้งานได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤต สำหรับอุปกรณ์ประจำสถานีฐานได้ปรับสู่การใช้ตู้แบบปิดสนิท (sealed enclosure) และระบบระบายความร้อนแบบปิด เพื่อลดการสะสมของฝุ่น ควัน และมลพิษเข้าสู่อุปกรณ์ พร้อมควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความร้อนและการสะสมของฝุ่น PM2.5
ด้านโครงข่ายไฟเบอร์ มีการออกแบบเส้นทางให้หลากหลาย (route diversity) และเลือกใช้วัสดุที่ทนความร้อน รังสี UV และสภาพอากาศแปรปรวน เพื่อป้องกันความเสียหายจากไฟป่าและสิ่งแวดล้อม เสริมความมั่นคงของโครงข่ายในระยะยาว อีกทั้งเสริมมาตรการเชิงรุกเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายพื้นที่ภาคเหนือรองรับสถานการณ์ไฟป่า และ PM 2.5 ได้แก่
1.ยกระดับเส้นทางไฟเบอร์ - ปรับปรุงเส้นทางสายไฟเบอร์ออฟติกหลักในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างครบ 100% เพื่อลดความเสี่ยงจากแนวสายระดับใกล้พื้นดิน ซึ่งมีโอกาสเสียหายรุนแรงเมื่อเกิดไฟป่า
2.ติดตั้งระบบไมโครเวฟสำรอง – นำระบบไมโครเวฟส่งข้อมูลไร้สายแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) ระหว่างเสาสัญญาณมือถือ เป็นเส้นทางสำรองในพื้นที่วิกฤตไฟป่า เช่น แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ เพื่อป้องกันเหตุโครงข่ายล่มทั้งจังหวัดหากไฟเบอร์ขาดหรือเสียหายจากไฟป่า
3.ความร่วมมือกับ กฟผ. (EGAT) - สำหรับจุดเสี่ยงในพื้นที่ภาคเหนือต่างๆ เช่น จ. เชียงใหม่ วางแผนอัปเกรดเส้นทางไฟเบอร์สำรองบนเสาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) เพื่อเพิ่มเส้นทางสำรองเครือข่ายและความเสถียรในการให้บริการมือถือกรณีเกิดเหตุไฟป่า
4.ออกแบบเส้นทางไฟเบอร์ใหม่ตามแนวรถไฟ (Rail link) - ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เช่น แพร่ น่าน และลำปาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากแนวไฟป่า
5.ยกระดับแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และการจัดการความร้อนในสถานีฐาน - เพิ่มความถี่ในการบำรุงรักษาเชิงป้องกันทุก 6 เดือน เปลี่ยนฟิลเตอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน ลดการอุดตันการระบายอากาศในตู้สถานีฐาน
6.กระจายโหลดอุปกรณ์ (Load Sharing) – เพิ่มตู้และย้ายอุปกรณ์ในจุดที่มีความร้อนสะสมสูง เพื่อลดความร้อนและการทำงานที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง
7.ติดตั้งแบตเตอรี่สำรองฉุกเฉิน - เพิ่มในสถานีฐานสำคัญ รองรับไฟฟ้าดับได้ 2-4 ชั่วโมงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
8.เพิ่มทีมช่าง – เพิ่มจำนวนทีมช่างเน็ตเวิร์กในพื้นที่เสี่ยงต่อไฟป่า และ PM2.5




