ขุนคลัง G7 ประชุมด่วนคุมเข้มราคาน้ำมันโลกหลังพุ่งแรงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง พร้อมงัดไม้ตายปล่อยน้ำมันสำรองยักษ์ 400 ล้านบาร์เรลทันทีหากสถานการณ์วิกฤต
รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศ G7 จัดการประชุมฉุกเฉินผ่านระบบออนไลน์เมื่อคืนวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา (ตามเวลาไทย) เพื่อหารือแนวทางรับมือราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี ทะลุระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แม้ที่ประชุมยังไม่ตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองในทันที แต่ยืนยันว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก
การประชุมเสมือนจริงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนอย่างรุนแรงของราคาน้ำมัน ซึ่งพุ่งขึ้นกว่า 25-30% ภายในวันเดียว ก่อนจะปรับตัวลดลงมาเคลื่อนไหวในกรอบราว 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามรายงานของ Reuters ที่ระบุว่ารัฐมนตรีคลัง G7 ยังได้หารือร่วมกับผู้นำองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศหลายแห่ง ได้แก่ International Monetary Fund, World Bank, Organisation for Economic Co-operation and Development และ International Energy Agency เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ด้าน โรลองด์ เลสคูร์ รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในกรุงบรัสเซลส์ว่า กลุ่ม G7 ยังไม่ถึงจุดที่จำเป็นต้องปล่อยน้ำมันสำรอง แต่ยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะดำเนินมาตรการดังกล่าวทันทีหากสถานการณ์เลวร้ายลง โดยแถลงการณ์ร่วมของกลุ่มประเทศก็ย้ำจุดยืนนี้อย่างชัดเจน
รายงานของ Politico ระบุว่า รัฐมนตรีคลังจาก แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร แสดงความกังวลว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจพัฒนาไปสู่วิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ หากไม่มีมาตรการแทรกแซงตลาด
ขณะที่ The Guardian รายงานเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้ปฏิเสธแรงกดดันให้ปล่อยน้ำมันสำรองในทันที เนื่องจากยังประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกโดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ แม้ราคาจะผันผวนอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม กลุ่ม G7 ยืนยันว่าจะสนับสนุนอุปทานพลังงานโลกผ่านการปล่อยสต็อกน้ำมัน หากสถานการณ์จำเป็น
แหล่งข่าวจาก DTN เปิดเผยว่า กลุ่ม G7 กำลังพิจารณาแผนปล่อยน้ำมันสำรองเบื้องต้นราว 300-400 ล้านบาร์เรล หากมีการตัดสินใจดำเนินการจริง โดยสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนแนวทางดังกล่าว เพื่อชดเชยอุปทานน้ำมันที่อาจลดลงจากสถานการณ์สงคราม
รายงานจากหลายสำนักยังให้ข้อมูลใกล้เคียงกันว่า สหรัฐฯ มองว่าการปล่อยน้ำมันในระดับ 300-400 ล้านบาร์เรล หรือประมาณหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของน้ำมันสำรองสาธารณะภายใต้ระบบของ International Energy Agency ถือเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับการรักษาเสถียรภาพของตลาด
ก่อนการประชุมดังกล่าว มีรายงานว่าอย่างน้อยสามประเทศใน G7 รวมถึงสหรัฐฯ สนับสนุนให้มีการปล่อยน้ำมันสำรองแบบประสานงานผ่าน International Energy Agency เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 10 แล้ว
หากกลุ่ม G7 ตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองจริง จะนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 หลังเหตุการณ์ Russian invasion of Ukraine (2022) ซึ่งในขณะนั้นประเทศสมาชิกได้ร่วมกันปล่อยน้ำมันจำนวนมากสู่ตลาดเพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานโลก โดยสถานการณ์ในครั้งนี้ก็ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลกเช่นกัน
ข้อมูลจาก International Energy Agency ระบุว่า กลุ่มประเทศ G7 มีน้ำมันสำรองรวมกันราว 1.1-1.2 พันล้านบาร์เรล โดย สหรัฐฯ ถือครองส่วนใหญ่ที่สุดประมาณ 755 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ ที่ประชุม G7 ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด และพร้อมจัดการประชุมเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อประสานความร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ
อ้างอิง:
Reuters: G7 ready to act on oil surge but holds off tapping reserves
POLITICO: G7 weighs using emergency oil reserves amid soaring prices driven by war
DTN: Oil Fails to Stay Above $100 as G7 Mulls Reserve Release
Global News: G7 won't release oil reserves yet to quell surging oil prices amid Iran war
Economic Times: G7 to discuss joint release of emergency oil reserves: Report




