อนุทินหารือร่วมกับ 34 ตัวแทนภาคเอกชน ในหัวข้อ 'ผู้ประกอบพูด รัฐบาลฟัง' เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17:00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมร่วมหารือกับภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ โดยมีตัวแทนภาคเอกชนกว่า 34 รายเข้าร่วม โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันและพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย
ด้าน นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด (THE STANDARD) ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวเปิดงานโดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจให้เวทีนี้เป็นการพูดคุยอย่างเป็นกันเองและรับฟังอย่างตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสำคัญภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่
ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบแนวทาง 4 ประการ คือ การรับฟังมุมมองเชิงลึกจากผู้บริหารระดับสูง, การเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์, การเคารพความเป็นส่วนตัวของเนื้อหา และการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน โดยแบ่งหัวข้อการแลกเปลี่ยนออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ อนาคตประเทศไทยภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่, แนวทางการพลิกโฉมเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแตกต่างในการแข่งขัน และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
ขณะที่ นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้มุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกับภาคเอกชน โดยเวทีในวันนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการทลายข้อจำกัดและเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปลดล็อกกฎระเบียบและขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อน ตลอดจนการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า จากการเข้าร่วมประชุมอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ ได้เสนอให้ภูมิภาคเร่งผลักดันเสถียรภาพทางพลังงาน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ทำให้มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก โดยทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมสูงใน 3 ประเด็นนี้ ทำให้มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงได้นั้น ภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวก และปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยและอำนายความสะดวกในด้านต่างๆ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภาคเอกชนให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ 34 ตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี), บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน), บริษัท ดับเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน), บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เป็นต้น




