News Logo
หน้าแรก
'ภาคประชาชน'จี้รัฐรื้อโครงสร้างราคาพลังงานใน 7 วัน ลดค่าครองชีพประชาชน

'ภาคประชาชน'จี้รัฐรื้อโครงสร้างราคาพลังงานใน 7 วัน ลดค่าครองชีพประชาชน

23 พ.ค. 2569 15:10
ผู้ชม 3 คน

ภาคประชาชนยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงพลังงาน จี้รื้อโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ภายใน 7 วัน ลดภาระค่าครองชีพประชาชนในวิกฤตน้ำมันแพง

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายประชาชน ได้ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อต่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปรับรื้อโครงสร้างราคาพลังงานภายใน 7 วัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงทันที 7 บาทต่อลิตร สำหรับข้อเสนอหลัก ประกอบด้วย การยกเลิกสูตรคำนวณราคาน้ำมันอ้างอิงราคานำเข้า, การกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 1.48 บาทต่อลิตร, การปรับโครงสร้างการใช้พลังงานชีวภาพ, การจำกัดเพดานค่าการตลาดน้ำมันอย่างเป็นธรรม และการยุติการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า ข้อเสนอ 5 ข้อดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญจากทั้งหมด 8 ข้อที่ภาคประชาชนเคยยื่นต่อนายเอกนัฎ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ซึ่งบางข้อเสนอสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

ทั้งนี้ จากการประชุมข้อเสนอจากภาคประชาชนได้รับการเห็นชอบในหลายประเด็น โดยเฉพาะการปรับรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันรูปแบบเดิมที่ใช้มานาน ซึ่งมีลักษณะอ้างอิงราคานำเข้าเสมือนว่าประเทศไทยไม่มีโรงกลั่น ทั้งที่ในความเป็นจริงไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันได้เอง

สำหรับหัวใจสำคัญของข้อเสนอคือ การปรับสูตรราคาน้ำมันใหม่ให้สะท้อนความเป็นจริง โดยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ย้อนหลัง 2 วัน และตัดค่าพรีเมียมออกทั้งหมด เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าปรับคุณภาพน้ำมัน พร้อมทั้งกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้เป็นธรรมโดยยึดตามค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี ซึ่งหากทำตามแนวทางนี้ จะช่วยลดค่าการกลั่นลงทันทีประมาณ 6.45-6.57 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ค่าการกลั่นลงมาอยู่ที่ราว 1.48-1.60 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ปรับลด ‘ค่าการตลาด’ ให้อยู่ที่ 1.85 บาทต่อลิตร ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 พร้อมเสนอให้จัดสรรส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม โดยแบ่งให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) อย่างน้อย 1 บาทต่อลิตร และผู้ค้าน้ำมัน 50 สตางค์ต่อลิตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกำไรส่วนเกินในระบบ 

“ถ้าลดค่าการกลั่น ปรับค่าการตลาดตามข้อเสนอ จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้มากกว่า 7 บาทต่อลิตรทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที” นายปานเทพกล่าว 

ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการด้านพลังงาน ระบุว่า โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยที่ใช้มานานกว่า 30 ปีนั้น เต็มไปด้วยต้นทุนสมมติ เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสำรองน้ำมัน ซึ่งจำเป็นต้องทบทวนและตัดออก เพื่อให้สะท้อนราคาน้ำมันที่แท้จริง พร้อมทั้งต้องเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ โดยเฉพาะ ‘ค่าสำรองน้ำมัน’ ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งต้องตรวจสอบว่าปัจจุบันเงินก้อนนี้อยู่ที่ใคร เพื่อให้ภาคประชาชนได้ติดตามทวงถาม และนำเงินกลับคืนสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงคืนให้แก่ประชาชนผู้ใช้น้ำมันต่อไป 

ขณะที่ น.ส.วรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า สำหรับข้อเสนอให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 1.48 บาทต่อลิตรนั้น ถือเป็นระดับมาตรฐานของตลาดสิงคโปร์ที่จะช่วยลดกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น โดยสามารถนำส่วนต่างดังกล่าวมาลดราคาน้ำมันให้กับประชาชนได้ทันที ซึ่ง รมว.พลังงาน สามารถดำเนินการได้ทันที พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบค่าการกลั่นทุกๆ 3 เดือน เพื่อนำกำไรส่วนเกินมาปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง

นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังเสนอให้ยกเลิกการชดเชยน้ำมันชีวภาพทันที เนื่องจากปัจจุบันมีราคาสูงกว่าน้ำมันพื้นฐาน จนทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด ส่งผลให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันราคาแพง ขณะที่เกษตรกรกลับไม่ได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนดังกล่าว จึงขอให้ยุติการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากประชาชน แล้วเปลี่ยนไปเรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์ส่วนเกินจากสถานการณ์ราคาน้ำมันแทน

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนได้เสนอให้มีการแยกบัญชีแก๊สหุงต้ม (LPG) ออกจากบัญชีน้ำมันอย่างชัดเจน และให้คืนเงินที่เคยนำไปอุดหนุนข้ามประเภทภายใน 90 วัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ใช้น้ำมันทุกกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่านับตั้งแต่มีการยื่นข้อเสนอครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทางเครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการภายใน 7 วัน เพื่อแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ข้อเสนอเร่งด่วนทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อ รมว.พลังงาน เพื่อพิจารณาโดยเร็ว และในบางประเด็นสามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การพิจารณาราคา B100 ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะเร่งศึกษาและเสนอแนวทางโดยเร็ว 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยืนยันเดินหน้าตรวจสอบขบวนการกักตุนน้ำมันอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งระบบเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ในเบื้องต้นได้รวบรวมข้อมูลแล้วกว่า 166 กรณี และเตรียมส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

“เราจะตามไปถึงตัวการให้ได้แน่นอน ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของระบบ ต้องเอาผิดให้ถึงที่สุด และทวงคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน” นายพงศ์พลระบุ

อย่างไรก็ดี 5 ข้อเสนอที่ภาคประชาชนยื่นต่อ รมว.พลังงาน เพื่อการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย

1. ยกเลิกสูตรคำนวณราคาน้ำมันแบบเทียบเท่าการนำข้า (Import Parity) ที่บิดเบือนต้นทุน 

2. กำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 1.48 บาทต่อลิตร และตรวจสอบทุก 3 เดือน 

3. ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานชีวภาพ โดยต้องมีราคาต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานจึงจะนำมาผสม 

4. ควบคุมและกำหนดเพดานค่าการตลาดน้ำมันให้เป็นธรรม 

5. การแก้ไขปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนำไปสู่การยุติการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่

5.1 การยุติจ่ายเงินชดเชยให้แก่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของน้ำมันชีวภาพ เช่น ดีเซล B100 เบนซิน E20 เพื่อบิดเบือนราคา ยุติการชดเชยน้ำมันชีวภาพ และยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากประชาชน 

5.2 เรียกคืนกำไรส่วนเกินจากผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นเข้าสู่ระบบ 

5.3 แยกบัญชี LPG ออกจากน้ำมัน และยุติการชดเชยข้ามประเภท 

ทั้งนี้ คณะทำงานชุดนี้มีตัวแทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก โดยข้อเสนอดังกล่าวมุ่งหวังให้โครงสร้างราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกภาคส่วนในระบบพลังงานไทยอย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ลดค่าพลังงาน
น้ำมันแพง
ปรับโครงสร้างพลังงาน
ภาคประชาชน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อธิบดีธพ.แจงเอาผิดโรงกลั่น 6 แห่ง กรอกใบขนน้ำมันไม่ถูกต้อง ชง DSI ฟัน
อธิบดีธพ.แจงเอาผิดโรงกลั่น 6 แห่ง กรอกใบขนน้ำมันไม่ถูกต้อง ชง DSI ฟัน