กมธ.การเงินฯ ตั้งโต๊ะซักเดือดสองหน่วยงาน บี้ปมคดีฟอกเงินเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ หลังพบ ก.ล.ต. แจ้งข้อหา บ.ฟินันเซียฯ แคบเกินไป ‘กรณ์’ จี้ถาม ปปง. อายัดทรัพย์ แต่ทำไมหยุดแค่เจ้าของเงิน ปล่อยผู้สมคบคิดลอยนวล
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาประเด็นความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ได้ตั้งคำถามต่อตัวจากแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีต่อบริษัท ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของ นายเบน สมิธ โดยผู้แทนจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ ปปง. ได้ร่วมชี้แจงยืนยันว่า หน่วยงานยังคงเดินหน้าดำเนินคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาพยานหลักฐาน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้ได้
นายกรณ์ ระบุว่า จากรายงานข่าวที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัสฯ นั้น พบว่ายังไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มคนที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนสีเทาและเครือข่ายฟอกเงิน ทั้งที่สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การแจ้งข้อกล่าวหาล่าสุดของ ก.ล.ต. เกิดจากการตรวจสอบรายการซื้อขายหุ้นในช่วงวันที่ 1 เมษายน 2567 ถึง 21 ธันวาคม 2568 ซึ่งระบุเพียงว่า บริษัทมีข้อบกพร่องในระบบงานตรวจสอบตัวตนลูกค้า (KYC) และการบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน (CDD) ในฐานะผู้ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เท่านั้น ซึ่งตนมองว่าเป็นการสอบสวนยังไม่ครบคลุมทุกประเด็นและกรอบระยะเวลาแคบเกินไป เพราะเรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่ปี 2564 ทั้งนี้ นายกรณ์ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า ขณะนี้การดำเนินคดียุติลงแล้วหรือไม่ และขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร
ด้านผู้แทนจากสำนักงาน ก.ล.ต. ชี้แจงว่า คดียังไม่สิ้นสุดและกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เช่นเดียวกับผู้แทนจากสำนักงาน ปปง. ที่ระบุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาพยานหลักฐาน ซึ่งตามขั้นตอนทางกฎหมายต้องปรากฏหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้อย่างชัดเจน ข้อมูลในสำนวนจึงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันว่ากระบวนการสืบสวนและขยายผลยังคงดำเนินต่อไป
นายกรณ์ได้ตั้งคำถามต่อว่า ทั้งกรณีของ บมจ.ฟินันเซีย ไซรัส รวมถึงกรณีของ บมจ.บางจากฯ ล้วนมีกลุ่มผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย แต่พฤติการณ์ที่ผ่านมาของ ปปง. กลับดูเหมือนมุ่งเป้าเอาผิดเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติและเพิกเฉยต่อการดำเนินคดีกับคนไทย นอกจากนี้ การที่ ปปง. มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไปแล้วนั้น สิ่งนั้นย่อมสะท้อนว่ามีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งตัวแทน ปปง. ได้ชี้แจงย้ำคำเดิมว่ายังอยู่ระหว่างพิจารณาหลักฐาน และยังไม่สามารถระบุขอบเขตระยะเวลาที่แน่ชัดได้ แต่ยืนยันว่าจะให้คำตอบที่ชัดเจนต่อไป
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรณ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Next News เพิ่มเติมว่า หากทั้ง 2 หน่วยงานมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันจริงตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้ควรมีข้อสรุปมานานแล้ว เนื่องจากฝ่ายบริษัทที่จัดตั้งโดยคนไทยมักกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นตัวจริง แต่ในวันนี้ ปปง. ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง และกลุ่มคนไทยเหล่านั้นมีพฤติการณ์เสมือนเป็นนอมินีแทนกลุ่มฟอกเงิน จนนำมาสู่การยึดอายัดทรัพย์สิน ดังนั้นเมื่อมีความชัดเจนแล้ว คำถามคือเหตุใด ปปง. จึงไม่ดำเนินการจับกุมกลุ่มผู้สมคบคิด เหตุใดจึงหยุดอยู่แค่การเอาผิดเจ้าของเงิน ทั้งที่ผู้สมคบคิดก็มีความผิดตามมาตรา 5 แห่งกฎหมาย ปปง. เช่นกัน
ในส่วนของ ก.ล.ต. เมื่อ ปปง. พิสูจน์จนชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินแล้ว ก.ล.ต. ก็ต้องไปดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลที่แจ้งข้อมูลเท็จว่าเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง ซึ่งนี่คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ทวงถามและขอให้ทั้งสองหน่วยงานเร่งหาข้อสรุปโดยเร็ว เนื่องจากทั้งหมดนี้อยู่ในกรอบเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยทุกหน่วยงานได้ชี้แจงต่อกรรมาธิการตรงกันว่า ประเด็นที่เป็นปมปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยคือเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงมาตรฐานการต่อต้านการคอร์รัปชันทั้งในแง่ของกฎหมายและในทางปฏิบัติ




