สว.อิสระแถลงเปิดหลักฐาน ขบวนการฮั้ว สว.เป็นระบบ ตั้งคำถาม กกต.ส่อรู้เห็น หลังมีภาพเดินเก็บโพย-มี กกต.บอกให้แคนดิเดต สว.เอาโพยเข้าไปได้ เพราะเห็นทำมาแล้ว ด้านวิปฝ่ายค้านจี้ กกต. ชี้แจงมาตรฐานการสอบสวนอนุ กก.ชุด 36 ไฉนให้ผลตรงข้ามกับชุดก่อนหน้า
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรวง ได้แถลงถึงความผิดปกติในกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกว่าคดีฮั้ว สว. พร้อมขอบคุณประชาชนที่ติดตามและให้กำลังใจกลุ่ม สว. สำรอง ในการต่อสู้เพื่อทวงคืนความสุจริตเที่ยงธรรมกลับคืนสู่ประเทศ
นายอัครวัฒน์กล่าวว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา มีคำพูดมากมายเกี่ยวกับการเลือก สว. และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ตกเป็นข่าวใหญ่อย่างคึกโคม มีทั้งสมาชิกวุฒิสภาตั้งคำถามถึงที่มาของคลิปที่ถูกนำมาเปิดเผย และฝ่ายที่กล่าวว่าไม่สามารถเหมารวม สว. ทั้งหมดว่ากระทำความผิดได้
นายอัครวัฒน์ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้เหมารวม สว. ทั้ง 200 คนว่ากระทำความผิดในขบวนการโกงการเลือก สว. แต่ในคลิปที่เกิดขึ้นนั้น มีขบวนการโกง สว. จนประสบผลสำเร็จ มีผู้เข้ามาเป็น สว. ได้ถึง 138 คน ซึ่งเป็นคำถามว่า กกต. กำลังทำอะไรอยู่ พร้อมระบุว่ามีขบวนการพยายามล้มคดีโกง สว. อย่างอลหม่าน เนื่องจากมีรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาจากคณะสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 จำนวน 138 คน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนอีก 91 คน ยังไม่รวมถึงขบวนการที่ขนคนมารวมแล้วกว่า 1,200 คน เหตุการณ์นี้เป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มข้าราชการที่จัดการเลือกตั้ง สว. ในปี 2567
เพื่อขจัดข้อครหาและความสับสนในหมู่ประชาชน นายอัครวัฒน์จึงได้นำหลักฐานพยานที่เก็บรวบรวมมากว่าสองปีมานำเสนอ โดยชี้แจงถึง "โพย" ที่กล่าวถึงนั้น คือ "ใบสั่ง" ให้เลือก สว. ที่มีผู้ได้รับการคัดเลือก 138 คน จากขบวนการที่วางแผนมาอย่างแยบยล ซึ่งอาจมีถึงสมาชิกพรรคการเมืองระดับผู้บริหารเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน นายอัครวัฒน์กล่าวว่า กกต. ได้ออกหมายเรียกจากคณะสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก กกต. ทั้ง 7 ท่านแล้ว เนื่องจากพบพยานหลักฐานชัดเจน มีการออกหมายเรียกไปทั้ง 7 กลุ่ม รวม 229 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา และรัฐมนตรีอีกหลายคน
นายอัครวัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า กกต. ได้มีการประชุมหารือกันแล้วว่าในช่วงเช้ามีคนนำ "โพย" หรือ "ใบสั่ง" เข้าไปในคูหาตามที่ พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง ได้แจ้งเบาะแสไว้ แต่กลับมีคำพูดจาก กกต. ท่านหนึ่งที่บ่งชี้ว่ารู้เห็นเป็นใจว่า "เขาทำมาแล้วก็ปล่อยให้เขาเอาเข้าไปเถอะ" ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นกับองค์กรอิสระ อย่างไรก็ตาม หลังมีผู้พบเห็นการกระทำผิดและแจ้ง กกต. จึงได้ออกประกาศห้ามนำใบ สว. 3 หรือโพยเข้าไปในรอบการเลือกไขว้ หมายความว่าทุกคนจะต้องเดินตัวเปล่าเข้าไปในคูหา แต่กลับปรากฏในคลิปที่ผ่านมาว่านายนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. เดินเก็บโพย ซึ่งย้อนแย้งกับประกาศของ กกต. เอง
"การกระทำเช่นนี้ควรเป็นการบันทึกโพยเพื่อนำไปสืบสวนสอบสวนว่านำไปสู่การโกงหรือมีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่กลับเป็นเพียง "พิธีกรรม" เพราะผู้ที่อยู่ในขบวนการโกงได้ฉีกหรือจดหมายเลขที่ต้องการเลือกไปแล้ว" นายอัครวัฒน์กล่าว
นายอัครวัฒน์ยังวิพากษ์วิจารณ์การแถลงข่าวของ กกต. ที่บิดเบือนคดีจากศาลปกครองและศาลอาญาทุจริต และยืนยันว่าโพยที่มาจากการโกง การขนคน และการไปรวมกลุ่มกันที่โรงแรมในอยุธยา นครนายก และปทุมธานี มีเจ้าหน้าที่และนักศึกษา หรือเทรนเนอร์ ไปสอนวิธีการเขียนตารางใส่หมายเลข ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน หลักฐานที่นำมาแสดงคือข้อมูลการเลือกใครเลือกอย่างไร มาจากจังหวัดไหน โดยเฉพาะกลุ่ม 1 ที่มีประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา ซึ่งมีชื่อและหมายเลขอยู่ในโพย โดยระบุว่าประธานวุฒิสภาหมายเลข 84 ได้ 67 คะแนน และพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษณ์ หมายเลข 7 ได้ 74 คะแนน
"หมายความว่าแต่ละกลุ่มลงคะแนนให้ซ้ำกันอย่าง "มหัศจรรย์" จึงขอให้ชี้แจงความโปร่งใส และผมจะทยอยเปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติม ขอเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินคดีนี้อย่างโปร่งใส และรีบส่งสำนวนของชุดที่ 26 ให้ศาลฎีกาโดยเร็วที่สุด พร้อมประกาศว่าจะไปยื่นหนังสือคัดค้านไม่ให้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้รับการพิจารณาต่อวาระ โดยนายแสวงตอนนี้ต้องเก็บของได้แล้ว" นายอัครวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้กล่าวขอบคุณกลุ่มภาคประชาชนที่นำเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมมายื่น พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อมูลไปตรวจสอบเพิ่มเติม นายพริษฐ์ชี้ว่าช่วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก กกต. ทั้ง 7 คนจะต้องมีมติเกี่ยวกับกรณีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 229 คน ว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ศาลหรือจะยกคำร้อง ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันแรกที่มีการพิจารณา ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกประมาณ 70-80 วัน
นายพริษฐ์ยังให้ข้อมูลว่า คณะกรรมาธิการองค์กรอิสระ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในนั้น ได้พิจารณาวาระนี้ โดยมีตัวแทน กกต. มาชี้แจงทั้งกรณีการฮั้ว สว. และการเลือกตั้งทั่วไป โดยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. นั้น กกต. กำลังพิจารณาผลการตรวจสอบของ 2 ชุด คือคณะไต่สวนชุดที่ 16 และคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งมีผลการพิจารณาสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยคณะไต่สวนชุดที่ 16 เสนอให้ดำเนินคดีฟ้อง 229 คน ขณะที่อนุชุดที่ 36 เสนอให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน
สส.พรรคประชาชนกล่าวอีกว่าประเด็นหลักที่กรรมาธิการได้พิจารณาในวันนี้คือการพยายามตรวจสอบหรือเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของสองชุดนี้ว่าความรอบคอบในการพิจารณาพยานหลักฐานของชุดใดมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน โดยคณะไต่สวนชุดที่ 16 เป็นการตรวจสอบร่วมกันระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ใช้ระยะเวลา 120 วัน มีผลการตรวจสอบที่มีความยาวถึง 90,000 หน้า และมีการสอบพยานบุคคลจำนวนมาก โดยรองเลขาธิการที่เป็นประธานคณะชุดที่ 16 ยืนยันว่ามีประเภทหลักฐานที่หลากหลาย เช่น หลักฐานการนัดหมาย การตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
"ในทางตรงกันข้าม อนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนใด ๆ เกี่ยวกับกรอบเวลา ความละเอียดในการพิจารณา จำนวนการประชุม หรือแม้กระทั่งผลที่ออกมามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังพบว่าอนุฯชุดที่ 36 ถูกตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ได้ใช้บริการจาก 35 อนุฯชุดที่มีอยู่แล้ว และที่สำคัญคือมีการแต่งตั้งคนนอกที่ไม่ได้เป็นอนุกรรมการใน 35 อนุฯปกติ เข้ามาร่วมเป็นอนุกรรมการทั้ง 7 คนด้วย ดังนั้น ทางกรรมาธิการจึงได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง กกต. เพื่อขอคำชี้แจงว่าเหตุใดจึงต้องมีการตั้งชุดพิเศษนี้ เกณฑ์ในการเสนอชื่อบุคลากร สัดส่วนของคนนอก และรายละเอียดการพิจารณาทั้งหมด" นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีคลิปวิดีโอว่า กกต. มีหน้าที่ต้องบันทึกคลิปการเลือกตั้งไว้ในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด จนถึงประเทศ ดังนั้น หากมีการตรวจสอบว่าคลิปดังกล่าวมาจากหน่วยงานใด ก็คือ กกต. เอง นอกจากนี้ ตัวแทน กกต. ยังชี้แจงด้วยว่าเคยมีกรณีในอดีตที่เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นจากสังคม กกต. ก็เคยนำคลิปบางส่วนมาเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนได้รับความชัดเจน
สส.พรรคประชาชนกล่าวทิ้งท้ายว่าดังนั้นตนจึงมองว่าหาก กกต. มีคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในมือ และมีข้อสงสัยจากสังคมในขณะนี้ กกต. สามารถเลือกนำบางส่วนที่สามารถตอบข้อสงสัยดังกล่าวได้มาเผยแพร่โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใสและได้รับคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น ส่วนประเด็นเรื่องโพยนั้น กกต. ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน
"ผมเชื่อว่าการเทียบเคียงมาตรฐานการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 16 และอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 จะพอบ่งบอกได้ว่าพยานหลักฐานของชุดไหนมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือมากกว่ากัน" นายพริษฐ์กล่าว




