กมธ.การเงินฯ ผนึกกำลังตั้งข้อซักถามสำนักงาน ก.ล.ต. ความคืบหน้าการดำเนินคดี บมจ.ฟินันเซีย ไซรัส พร้อมจี้ตรวจสอบเพิ่ม 5 ธุรกรรมส่อฟอกเงิน
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคำถามต่อตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของ นายเบน สมิธ พร้อมทั้งเรียกร้องให้สำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจสอบข้อมูลในคดีนี้ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2564 เพื่อขยายผลและเอาผิดกับผู้กระทำความผิดต่อไป
นายกรณ์ระบุว่า การแจ้งความดำเนินคดีล่าสุด เป็นผลมาจากการตรวจสอบรายการซื้อขายหุ้นที่เชื่อมโยงกับ บมจ.ฟินันเซียฯ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2567 ถึง 21 ธันวาคม 2568 พร้อมทั้งกล่าวหาว่า บมจ.ฟินันเซียฯ ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ มีข้อบกพร่องในระบบการพิสูจน์ตัวตนลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน (CDD) ทั้งนี้ นายกรณ์มองว่ากรอบเวลาในการตรวจสอบดังกล่าวสั้นเกินไป และควรตรวจสอบย้อนหลังไปจนถึงปี 2564 โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
รายการที่บริษัท Pilgrim Finansa Investment Holding Pte.Ltd ซื้อหุ้น FSS มูลค่า 693 ล้านบาท ในวันที่ 20 ธันวาคม 2564 โดย Capital Asia Investments (CAI) ปล่อยกู้ให้ซื้อทั้งจำนวน และเอกสารที่ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รับรองข้อมูลถูกต้องว่าบริษัท Pilgrim Finansa Investment Holding Pte.Ltd มีทุนจะทะเบียนเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐ (330 บาท) และการที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ ถือหุ้นร้อยละ 60 และ นายช่วงชัย นะวงศ์ ถือหุ้นร้อยละ 40 และใช้การกู้เงิน 5 ปีจาก CAI ถือเป็นการปกปิดการเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่แท้จริงหรือไม่
ประเด็นการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนตามสิทธิเดิม (RO) ของบริษัท ฟินันเซีย เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ FSX ในราคาหุ้นละ 4.50 บาท ระหว่างวันที่ 24-28 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดขณะนั้นที่อยู่ที่ 2.70 บาท นำมาสู่ข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับการเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มบุคคลที่มีข้อสงสัย รวมถึง น.ส.แคทรียา บีเวอร์ ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 9.9995 และธนาคารกัมพูชา (B.I.C.) ที่ถือหุ้นร้อยละ 9.9991 ร่วมกับ น.ส.สุภารัตน์ สง่าเมือง ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การจัดการของผู้บริหาร หรือเป็นการปกปิดโครงสร้างเพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์บุคคลที่กระทำการร่วมกัน (Acting in Concert) หรือไม่ นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่มีการลงทุนในหุ้น RO ในราคาที่สูงกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญนั้น บมจ.ฟินันเซียฯ มีนายวรภัค ธันยาวงษ์ ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ ประธานกรรมการบริหาร และกำกับความเสี่ยง โดยมีนายช่วงชัย นะวงศ์ ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการผู้มีอำนาจและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม้ต่อมานายวรภัคจะลาออกในเดือนกันยายน 2567 แต่นายช่วงชัยยังคงดำรงตำแหน่งเดิมอยู่ จึงทำให้เกิดประเด็นคำถามและข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบว่า พฤติการณ์ทั้งหมดนี้เข้าข่ายการสมรู้ร่วมคิดเพื่อเอื้อประโยชน์ในกระบวนการฟอกเงินหรือไม่
หลังจากนายวรภัคขายหุ้นให้นายช่วงชัย ตามรายงานในปี 2567 เผยให้เห็นว่าขณะนั้นนายช่วงชัยยังคงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดเช่นเดิม และเป็นผู้ก่อตั้งรวมถึงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Capital Asia Investments สำหรับ Pilgrim Finansa Investment Holding Pte. Ltd. ซึ่งนายช่วงชัยได้เข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ในบริษัท Pilgrim Finansa Investment Holding Pte. Ltd. นั้น ทั้งที่มีเงินลงทุนเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กลับเป็นเงินลงทุนของ CAI เต็มจำนวนลงทุน 693 ล้านบาท การกระทำดังกล่าวถือว่า บมจ.ฟินันเซียฯ ร่วมกันปกปิดเจ้าของทรัพย์และมีลักษณะฟอกเงินหรือไม่
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนผู้ถือหุ้นของ FSX มีการโอนหุ้นโดยตรงจาก B.I.C. และขายหุ้นให้กับบริษัท Rapid Fire Technology ในราคา 4.22 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดถึง 1.55 บาท โดยบริษัท Rapid Fire Technology เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ด้วยทุนจดทะเบียนราว 41,700 บาท หรือเพียง 11 วันก่อนเข้าซื้อหุ้น FSX จาก B.I.C. แต่กลับสามารถซื้อหุ้น FSX ได้ทั้งจำนวนกว่า 81,880,000 หุ้น ในราคา 4.22 บาท รวมเป็นมูลค่าเงิน 345.5 ล้านบาท การซื้อขายตรงนี้มีหลักฐานการชำระเงินและการโอนหุ้นอย่างไร หรือเป็นเพียงการย้ายชื่อจาก B.I.C. ไปยังนอมินีอย่าง Rapid Fire Technology ซึ่งพฤติกรรมในลักษณะนี้ ทาง FSX จะถือว่ามีส่วนสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 มีการซื้อขายหุ้นล๊อตใหญ่ (Big Lot) โดย น.ส.แคทรียา บีเวอร์ ได้ขายหุ้นทั้งหมดร้อยละ 9.9995 ให้กับบริษัท BETEVERSE LIMITED ในราคาตลาด ซึ่งรายงานอ้างว่ารายการดังกล่าวทำผ่าน CGS International Securities Singapore (CGS-SG) จึงมีข้อสงสัยว่าหลักฐานการโอนหุ้นและการชำระเงินในรายการนี้เป็นอย่างไร และการทำรายการดังกล่าวเข้าข่ายข้อบกพร่องในระบบการพิสูจน์ตัวตนลูกค้า (KYC) รวมถึงการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน (CDD) เพื่อปกปิดเจ้าของที่แท้จริงอย่าง น.ส.แคทรียา บีเวอร์ หรือไม่ ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ควรใช้อำนาจประสานความร่วมมือกับ CGS-SG เพื่อตรวจสอบ มิเช่นนั้นอาจเข้าข่ายเป็นการรวมกลุ่มโดยใช้ตัวแทนเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือไม่
อย่างไรก็ดี ตัวแทนจากสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดและอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ ขณะที่นายกรณ์ย้ำว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ควรเร่งดำเนินการและหาข้อสรุปให้ได้โดยเร็ว โดยจะต้องดำเนินงานภายใต้แนวคิดของนายกรัฐมนตรีคือ 'ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม' เนื่องจากประเด็นนี้เกี่ยวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงิน ซึ่งอาจกลายเป็นชนักติดหลังสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ตามนโยบายของรัฐบาล
ทางด้าน นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงินฯ ได้กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีความกังวลหรือเกรงใจสิ่งใด และขอให้ใช้ 'คณะกรรมาธิการ' เป็นเกราะกำบังว่า กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดนี้ได้รับการเร่งรัดและกดดันมาจากฝั่งสภาฯ




