News Logo
หน้าแรก
'อนุทิน'ดันอุตฯป้องกันประเทศ เมดอินไทยแลนด์ พึ่งตนเอง-ฐานผลิตในภูมิภาค

'อนุทิน'ดันอุตฯป้องกันประเทศ เมดอินไทยแลนด์ พึ่งตนเอง-ฐานผลิตในภูมิภาค

8 ก.ค. 2569 17:43
ผู้ชม 10 คน

นายกฯเปิดงานโชว์อุตฯ ป้องกันประเทศ เมดอินไทยแลนด์ ยกระดับพึ่งพาตนเอง พร้อมดันเป็นฮับการผลิตในภูมิภาค "อว.-กห.-อุตสาหกรรม" จับมือเชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ 'วราวุธ'เล็งตั้งนิคมฯที่เมืองกาญจน์ เพิ่มมูลค่าทะลุเกิน 5 หมื่นล้าน

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “นิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569” หรือ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 : THAIDEF-EX 2026 ซึ่งจัดเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Power of Self Reliance: พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง” ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึก ษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมถึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าร่วม

นายอนุทินกล่าวเปิดงานว่า งาน ThaiDef-Ex 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย ไม่เพียงแค่ด้านการป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพึ่งพาตนเองและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องเผชิญกับความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายกฯ กล่าวว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ในวงกว้าง น เช่น อากาศยานไร้คนขับ ระบบนำทางผ่านดาวเทียม และวัสดุชนิดพิเศษ ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยด้านความมั่นคง ก่อนจะต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

"การลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทย และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค" นายอนุทินกล่าว

จากนั้น นายกฯ เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม เพื่อความมั่นคงและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวง อว.และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

ต่อมา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ

"มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือ 57% สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป" นายวราวุธกล่าว

นายวราวุธกล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์

นายวราวุธกล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงคือ โดรน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) สามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น

นายวราวุธกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ อยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเพื่อจัดหาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร

"สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 ช่วงปี 2570-2574 จะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตผ่านการดึงศักยภาพ Deep Tech Startups และเอสเอ็มอีไทยด้าน AI หุ่นยนต์ ระบบไร้คนขับ และการร่วมทุนต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายวราวุธกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ หารือ กรอ. เตรียมแผนป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ ลั่น! ต้องไม่ซ้ำรอยปี 68
นายกฯ หารือ กรอ. เตรียมแผนป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ ลั่น! ต้องไม่ซ้ำรอยปี 68