News Logo
หน้าแรก
‘ณัฐพงษ์’ จี้นายกฯ ออกกฎหมายคุมกัญชา หวั่นไทยถูกมองเป็นฐานค้ายาเสพติด

‘ณัฐพงษ์’ จี้นายกฯ ออกกฎหมายคุมกัญชา หวั่นไทยถูกมองเป็นฐานค้ายาเสพติด

8 ก.ค. 2569 16:49
ผู้ชม 9 คน

'ณัฐพงษ์' เผยปัญหากัญชาส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก หลังพบสถิติการจับกุมยาเสพติดและลักลอบส่งออกต่างประเทศพุ่งสูงขึ้น พร้อมชี้ช่องว่างกฎหมายที่ขาดการควบคุมฝั่งผู้เสพและผู้ผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีกำกับดูแลหน่วยงานความมั่นคงเพื่อสกัดกั้นการส่งออกในระยะสั้น และเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาในระยะยาว

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยในการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) โดยระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกกัญชาของโลก และรัฐบาลทั่วโลกต่างกำลังมองว่าไทยเป็นฐานปฏิบัติการให้กับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติที่ค้ายาเสพติด จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาผ่านการผลักดันกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้กัญชาให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ข้อมูลจากกรมศุลกากรระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 พบยอดจับกุมคดียาเสพติดสูงถึง 300,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท และยังมีอีกหลายกรณีที่เล็ดลอดไปยังต่างประเทศโดยไม่สามารถสกัดจับได้ พร้อมยกกรณีตัวอย่างการลักลอบขนส่งกัญชาจากไทย เช่น การจับกุมกัญชาแห้ง 23 กิโลกรัมที่ฮ่องกง, การตรวจยึดกัญชาซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์ที่โปแลนด์และเยอรมนีรวม 1.2 ตัน มูลค่า 450 ล้านบาท รวมถึงกรณีที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีตรวจยึดช่อดอกกัญชาคุณภาพสูงจากประเทศไทยได้ถึง 3.37 ตัน 

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งส่วนหนึ่งมีชนวนเหตุมาจากกัญชาที่ยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศ โดยปัญหานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2565 ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้ประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย สะท้อนจากตัวเลขของหน่วยงานภาครัฐที่พบว่า มีผู้ป่วยจิตเวชจากการเสพกัญชาพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า โดยก่อนการปลดล็อกในปี 2562 พบผู้ป่วยราว 6,500 ราย แต่หลังจากปลดล็อกในปี 2566 ตัวเลขกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นกว่า 20,000 ราย ซึ่งการปลดล็อกโดยไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างเพียงพอนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ลุกลามบานปลาย 

หัวหน้าพรรคประชาชนได้ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันยังไม่มีการกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำในการซื้อกัญชา ทั้งที่การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือแม้กระทั่งสลากกินแบ่งรัฐบาล ล้วนมีกฎหมายกำกับดูแล และแม้รัฐบาลจะอ้างว่ามีระบบใบอนุญาตในการกำกับดูแล แต่กลับไม่มีบทลงโทษทางอาญารองรับ การลงโทษเพียงแค่เพิกถอนใบอนุญาตจึงถือเป็นโทษที่เบามาก ซึ่งช่องว่างทางกฎหมายนี้เองที่ส่งผลให้ภาครัฐไม่สามารถควบคุมดูแลในฝั่งของผู้เสพได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ส่วนในฝั่งของผู้ผลิตพบว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 มีการกำหนดใบอนุญาตเพียง 3 ประเภทเท่านั้น คือ 1. ใบอนุญาตขายและแปรรูป 2. ใบอนุญาตส่งออก และ 3. ใบอนุญาตศึกษาวิจัย แต่กลับไม่มีใบอนุญาตในส่วนของการผลิต ซึ่งข้อจำกัดนี้ส่งผลกระทบทำให้ภาครัฐไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าปริมาณกัญชาที่ผลิตจริงภายในประเทศมีจำนวนเท่าใด ส่งผลให้ไม่เห็นขอบเขตที่แท้จริงของปัญหา และไม่สามารถควบคุมการลักลอบส่งออกไปยังประเทศปลายทางได้อย่างทั่วถึง ซึ่งช่องโหว่และช่องว่างทางกฎหมายในปัจจุบันนี้ ถือเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยโดยตรง 

ดังนั้น ข้อเรียกร้องระยะสั้นที่พรรคประชาชนต้องการส่งถึงรัฐบาลคือ นายกรัฐมนตรีจะต้องลงมากำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หน่วยงานความมั่นคง และกรมศุลกากร เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและสกัดกั้นไม่ให้มีการลักลอบส่งออกกัญชา รวมถึงยาเสพติดชนิดอื่น ๆ จากประเทศไทยไปยังประเทศปลายทาง 

สำหรับในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลต้องเร่งผลักดันและผ่านกฎหมายเพื่อควบคุมกัญชาภายในประเทศ ซึ่งแม้จะทราบว่ารัฐบาลได้ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงความพร้อมในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การปล่อยปละละเลยของพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายจนปัญหานี้ลุกลามบานปลาย ทั้งนี้ พรรคประชาชนยืนยันความพร้อมที่จะร่วมผลักดันกฎหมายฉบับดังกล่าว เพื่อให้การควบคุมดูแลกัญชามีประสิทธิภาพมากกว่านี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน'ดันอุตฯป้องกันประเทศ เมดอินไทยแลนด์ พึ่งตนเอง-ฐานผลิตในภูมิภาค
'อนุทิน'ดันอุตฯป้องกันประเทศ เมดอินไทยแลนด์ พึ่งตนเอง-ฐานผลิตในภูมิภาค