คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯ เสนอ 7 มาตรการด่วนล้างขบวนการ 'พ่อทิพย์-สวมสิทธิสัญชาติไทย' แนะขยายผลเอาผิดเครือข่ายทุกระดับ-ตรวจเส้นทางเงินคนที่เกี่ยวข้อง
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 "คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน" เผยแพร่เอกสารข่าวแสดงความกังวลต่อปัญหาการขอสัญชาติไทยและสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ หลังพบรูปแบบการกระทำผิดมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีแนวโน้มดำเนินการเป็นเครือข่าย ตั้งแต่นายหน้า ผู้รับจ้าง บุคลากรบางส่วนในสถานพยาบาล ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียนราษฎร
คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯ ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการว่าจ้างของชาวต่างชาติฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ของกระบวนการตรวจสอบ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ยังไม่ครอบคลุม รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของบุคลากรบางส่วน ส่งผลให้มีการออกเอกสารราชการหรือรับรองข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กรณีเหล่านี้อาจเชื่อมโยงไปถึงการใช้นอมินี การฟอกเงิน การดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย ทุนสีเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ กระทบต่อความมั่นคง ความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร และการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ
คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯระบุว่า จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า การได้สัญชาติไทยหรือสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบมีอย่างน้อย 9 รูปแบบ ได้แก่
1.การว่าจ้างชายไทยให้รับรองว่าเป็นบิดาของเด็ก หรือกรณี “พ่อทิพย์”
2.การว่าจ้างหญิงไทยอุ้มบุญให้ชาวต่างชาติโดยผิดกฎหมาย
3.การสวมสิทธิบุคคลที่เสียชีวิต สูญหาย หรือย้ายไปพำนักในต่างประเทศ
4.การเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้านโดยใช้ข้อมูลหรือพยานหลักฐานเท็จ
5.การออกหรือซื้อขายบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบ
6.การแจ้งเกิดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือแจ้งจำนวนเด็กมากกว่าความเป็นจริง
7.การว่าจ้างชายไทยจดทะเบียนสมรสกับหญิงต่างชาติโดยไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาจริง
8.การรับรองเท็จว่าเด็กเกิดในประเทศไทย
9.การปลอมสูติบัตร ใบรับรองการเกิด หรือเอกสารราชการที่เกี่ยวข้อง
คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯ ยังระบุว่า หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความสนใจ คือ การว่าจ้างชายไทยให้จดทะเบียนสมรสหรือรับรองบุตรของหญิงต่างชาติที่ตั้งครรภ์ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยตามสถานะของบิดา โดยอาจมีนายหน้าทำหน้าที่จัดหาบุคคล เตรียมเอกสาร ประสานงานกับสถานพยาบาล และนำเอกสารไปใช้แจ้งเกิดต่อหน่วยงานรัฐ ขณะเดียวกัน ขั้นตอนการรับรองบุตรบางกรณียังอาศัยเอกสารและคำรับรองของบุคคลเป็นหลัก หากการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่รัดกุม หรือมีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อาจเปิดโอกาสให้มีการรับรองข้อมูลหรือสถานะทางกฎหมายโดยไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังพบการนำข้อมูลของผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย หรือผู้ที่ไม่ได้พำนักอยู่ในประเทศไทยมาใช้ขอออกบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงการเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้านโดยใช้พยานรับรองข้อมูลเท็จ และการซื้อขายเอกสารแสดงสถานะของบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย"คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯระบุ
"สัญชาติไทยและสถานะทางทะเบียนเกี่ยวข้องกับสิทธิหลายด้าน ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง การประกอบอาชีพ การพำนัก และการถือเอกสารประจำตัว ขณะที่บางกรณีอาจถูกนำไปใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ การถือครองทรัพย์สิน หรือทำธุรกรรมที่กฎหมายจำกัดสิทธิของชาวต่างชาติ รวมถึงใช้ปกปิดตัวตนของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด ผู้หลบหนีคดี ธุรกิจผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ ผลกระทบจึงครอบคลุมทั้งความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร ระบบบัตรประจำตัวประชาชน ความมั่นคงของประเทศ การจดทะเบียนธุรกิจ การถือครองทรัพย์สิน และธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การได้รับสิทธิโดยมิชอบยังอาจเพิ่มภาระงบประมาณด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการ รวมถึงกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ"คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯระบุ
คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯ ยังระบุว่า ที่ผ่านมา คดีเกี่ยวกับสถานะบุคคลมักพบในรูปแบบการปลอมสูติบัตร การใช้เอกสารราชการที่มีข้อความเท็จ การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับบิดา มารดา หรือสถานที่เกิดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และการสวมสิทธิบุคคลอื่น แต่ข้อมูลในช่วงหลังพบว่าผู้กระทำผิดมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การหาลูกค้า การจัดหาผู้รับจ้าง เตรียมเอกสาร ประสานงานกับสถานพยาบาล ไปจนถึงการติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ออกเอกสารหรือรับรองข้อมูลโดยมิชอบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลทางการที่แยกสถิติคดีการได้สัญชาติไทยโดยมิชอบอย่างชัดเจน เนื่องจากแต่ละคดีอาจถูกดำเนินการในฐานความผิดต่างกัน เช่น ปลอมเอกสาร แจ้งความเท็จ หรือความผิดตามกฎหมายทะเบียนราษฎร อย่างไรก็ตาม หลายคดีมีผู้เกี่ยวข้องและผู้ได้รับประโยชน์มากกว่าหนึ่งราย จึงควรพิจารณาปัญหาในภาพรวมของระบบ ไม่ใช่เฉพาะจำนวนคดีหรือจำนวนผู้ถูกจับกุม
คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯ ขอเสนอ 7 มาตรการเร่งด่วน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ได้แก่
1.ตรวจสอบการรับรองบุตรและการแจ้งเกิดย้อนหลังในกรณีเสี่ยง โดยกำหนดหลักเกณฑ์คัดกรองความผิดปกติ เช่น บุคคลหนึ่งรับรองบุตรหลายราย หรือมีความเชื่อมโยงกับนายหน้าและสถานพยาบาลที่เคยถูกร้องเรียน
2.เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทั้งโรงพยาบาล กรมการปกครอง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลได้ครบถ้วน
3.ตรวจ DNA ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และคำนึงถึงกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
4.ขยายผลดำเนินคดีกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้ประสานงาน ผู้รับผลประโยชน์ ไปจนถึงผู้สนับสนุนทางการเงินทั้งในและต่างประเทศ
5.ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง หากพบการทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือรับรองข้อมูลเท็จ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน
6.จัดทำระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง ใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลตรวจจับความผิดปกติของการแจ้งเกิด การรับรองบุตร การใช้สถานพยาบาล หรือพยานบุคคลซ้ำในหลายกรณี
7.เปิดช่องทางแจ้งเบาะแสและติดตามผล พร้อมคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล และเปิดเผยผลการตรวจสอบกับสถิติการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง
คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯ ระบุว่า ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถตรวจสอบและใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการตรวจสอบและเพิกถอนสัญชาติหรือสถานะที่ได้มาโดยมิชอบตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมถึงดำเนินการกับเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้รัฐบาลยกระดับปัญหาการทุจริตสัญชาติและสถานะบุคคลเป็นประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยบูรณาการการทำงานระหว่างกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อให้ระบบทะเบียนราษฎรมีความถูกต้อง เชื่อมโยง และตรวจสอบได้ พร้อมลดความเสี่ยงจากการนำสถานะบุคคลไปใช้สนับสนุนทุนสีเทา นอมินี และอาชญากรรมข้ามชาติ
"คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน ขอขอบคุณ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สำหรับข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลครั้งนี้ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสะท้อนรูปแบบและความเสี่ยงของการทุจริต รวมทั้งสนับสนุนแนวทางในการยกระดับระบบตรวจสอบ ป้องกันการทุจริต และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันลดปัญหาคอร์รัปชันและเสริมสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม" คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่นฯ ระบุ




