'แบงก์ชาติ' เชื่อไทยไม่เข้าสู่ภาวะ 'Japanification' เศรษฐกิจซึมนานเหมือนญี่ปุ่น แม้จีดีพีจะโตต่ำ แต่ปัจจัยต่างกัน ชี้ไทยยังมีศักยภาพการผลิต-บริการ ขับเคลื่อนเพิ่มเติมได้ พร้อมแก้หนี้-เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงว่า เศรษฐกิจไทยเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวจากเดือนก่อน ตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งออกยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงบ้างจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังเร่งไปมากในช่วงก่อน สำหรับภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากทั้งรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกลเนื่องจากอุปทานการบินทยอยฟื้นตัวหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลง ด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ
นางปราณีกล่าวว่า ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.95% (จากระยะเดียวกันปีก่อน) อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.34% (จากระยะเดียวกันปีก่อน) ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุล 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการบริโภคภาคเอกชน 1.2% (จากเดือนก่อน) การลงทุนภาคเอกชน -0.3% (จากเดือนก่อน) การใช้จ่ายรัฐบาลกลาง (ไม่รวมเงินโอน) 9.6% (จากระยะเดียวกันปีก่อน การส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) 2.3% (จากเดือนก่อน) การนำเข้าสินค้า (ไม่รวมทองคำ) -5.4% (จากเดือนก่อน) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7.6% (จากเดือนก่อน)
นางปราณีกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจากเดือนก่อนจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับลดลงมาก ตามทิศทางราคาน้ำมันโลกและการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นบ้างจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนในหมวดอาหารสำเร็จรูปและเครื่องประกอบอาหารเป็นหลัก ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน ตามดุลการค้าจากการนำเข้าทองคำและเชื้อเพลิงที่ลดลงเป็นสำคัญ สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว
นางปราณีกล่าวว่า ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน นำโดยหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จากการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไปฮ่องกงและจีน ตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก นอกจากนี้ หมวดสินค้าเกษตร ปรับเพิ่มขึ้นจากการส่งออกทุเรียนไปจีน ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน ตามการนำเข้าเชื้อเพลิงที่ลดลงทั้งด้านราคาและปริมาณ นอกจากนี้ การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางปรับลดลงตามการนำเข้าเคมีภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับทิศทางการส่งออกและการลงทุน
นางปราณีกล่าวว่า ส่วนการจ้างงานโดยรวมทรงตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงกับเดือนก่อน อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงานยังมีความเปราะบาง สะท้อนจากจำนวนสถานประกอบการที่แจ้งหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันรุนแรง รวมทั้งจำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่สุทธิที่ลดลง จากการเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้า
นางปราณีกล่าวว่า สำหรับในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึง โดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลบวกจากวัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์และปัญญาประดิษฐ์ของโลก ขณะที่การบริโภคของครัวเรือน มีแรงสนับสนุนจากมาตรการรัฐ ทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลง และแนวโน้มรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตร
นางปราณีกล่าวว่า ประเด็นที่ต้องติดตาม 1) ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก 2) พัฒนาการของสงครามและนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 3) ผลของมาตรการรัฐ 4) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และ 5) พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ
" ที่สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะการเติบโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำ อาจนำไปสู่ภาวะ Japanification หรือภาวะเศรษฐกิจซบเซาเป็นเวลานานคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นนั้น หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยอมรับว่ามีสัญญาณหลายด้านที่ทำให้เกิดคำถามดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม แม้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจบางด้านของไทยอาจมีลักษณะคล้ายกับญี่ปุ่น แต่ที่มาของปัญหาและปัจจัยที่ทำให้เกิดตัวเลขเหล่านั้นมีความแตกต่างกัน โดยเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และสามารถนำมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้"นางปราณีกล่าว
นางปราณีกล่าวว่า ส่วนมาตรการที่จะมาช่วยเสริมนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ และเราพูดถึงเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ที่ผ่านมา ธปท.ออกมาตรการหลายด้านเพื่อช่วยให้ครัวเรือนบริหารจัดการภาระหนี้และเดินหน้าต่อได้ อาทิ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” การส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพยายามลดต้นทุนการใช้บริการทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งการแก้ปัญหาหนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง แต่หัวใจสำคัญ อยู่ที่การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและชำระหนี้ การที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ หวังว่ามาตรการภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้อีก 2 แสนล้านบาท จะเเข้ามาช่วยเสริมได้ในอนาคต




