News Logo
หน้าแรก
กมธ.งบฯห่วงรัฐบาลใช้ช่องมาตรา28 พ.ร.บ.วินัยการเงินฯ ถลุงเงินธ.ก.ส.

กมธ.งบฯห่วงรัฐบาลใช้ช่องมาตรา28 พ.ร.บ.วินัยการเงินฯ ถลุงเงินธ.ก.ส.

7 ก.ย. 2569 08:32
ผู้ชม 3 คน

กมธ.งบฯห่วงรัฐบาลใช้ช่องมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ถลุงเงินธ.ก.ส.ใช้หาเสียงชาวนา-เกษตรกร เผยยังติดหนี้แบงก์รัฐกว่า 1.13 ล้านล้าน แนะลดเพดานเหลือ 30%ของวงเงินงบประมาณ

 วันที่ 7-8 กันยายน 2569 นี้ สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นงบประมาณที่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา ก่อนจะเริ่มเบิกจ่าย

 แต่มีเงินอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในงบประมาณ และทางฝ่ายรัฐบาลมักจะนำมาใช้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อใช้หาเสียงกับเกษตรกร เป็นมาตรการกึ่งการคลัง ผ่านมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยให้ธนาคารของรัฐสำรองเงินจ่ายให้กับโครงการต่างๆ ไปก่อนแล้วรัฐบาลจะผ่อนจ่ายคืนให้ภายหลัง

 อย่างไรก็ตามรัฐบาลมักจะผ่อนจ่ายคืนเพียงเล็กน้อย ทำให้ปัจจุบัน ยอดหนี้สะสมของรัฐบาลที่ค้างจ่ายสถาบันการเงินของรัฐ สูงถึงกว่า 1.13 ล้านล้านบาท เฉพาะค้างจ่ายกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ประมาณ 8.26 - 9.6 แสนล้านบาท นอกจากนั้นเป็นธนาคารออมสิน หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)

 อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเห็นชอบ 1.มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด "ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต" (New Rice Economy) รวม 5 โครงการ เป้าหมาย 11.50 ล้านตัน วงเงิน 59,467.58 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 49,275.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 10,192.58 ล้านบาท ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณ ดังนี้ วงเงินงบประมาณรวม 41,483.33 ล้านบาท เป็น

วงเงินสินเชื่อ 34,275.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท (แหล่งเงิน คืองบตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ)

(2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท (แหล่งเงิน คืองบ ม.28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ)

 (3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564 ล้านบาท (แหล่งเงิน คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.))

(4) โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680.00 ล้านบาท (งบกลางฯ)

(5) โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84.00 ล้านบาท (แหล่งเงิน คชก.)

 นอกจากนี้ กบข.ยังมีมติเห็นชอบขอขยายกรอบวงเงิน โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 โดยขอเพิ่มวงเงิน จากเดิม 37,906.20 ล้านบาท (ครม.อนุมัติวันที่ 19 สิงหาคม 2568) เพิ่มเป็น 39,753.16 ล้านบาท วงเงินส่วนต่าง 1,846.96 ล้านบาท สำหรับจ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น 233,729 ครัวเรือน โดยขอใช้เงินจาก ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ

 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความเป็นห่วงอย่างมากถึงการใช้เงินตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ เพราะขณะนี้รัฐบาลมียอดคงค้างจ่ายให้กับ ธ.ก.ส.สูงมาก การให้ธ.ก.ส.ใช้เงินของตัวเองไปก่อน รัฐบาลก็จะต้องตั้งงบประมาณไปจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยและค่าบริหารจัดการ

 ยอดคงค้างจ่ายสะสมที่มีประมาณ 1.13 ล้านล้านบาท แม้จะเป็นรายการนอกงบประมาณตอนใช้เงิน แต่จะเป็นรายการในงบประมาณที่ต้องตั้งงบชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย และแม้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังจะกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่ายในปีนั้นๆ แต่สมัย คสช.เคยขึ้นไปถึง 35% ปัจจุบันลงมาอยู่ที่ 32% ซึ่งจะเหลือวงเงินอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าไม่ควรใช้เงินผ่านมาตรา 28 นี้อีกแล้ว และควรลดมาให้เหลือไม่เกิน 30% ตามเดิม เพราะการให้ ธ.ก.ส.ออกเงินไปก่อน แม้รัฐบาลจะตั้งงบชำระคืนให้ แต่ไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน เหมือนหนี้ตาย คือใช้แต่ดอกเบี้ย ไม่คืนต้นหรือคืนน้อยมาก

 ดังนั้น ควรกำหนดกรอบการชำระคืนเงินต้นให้ชัดเจนว่าเป็นร้อยละเท่าไหร่ของงบประมาณในปีนั้น เหมือนการกำหนดงบชำระคืนเงินต้นหนี้สาธารณะไม่น้อยกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายๆ ในปีน้้น

  ที่ผ่านมามีการอนุมัติโครงการที่มีลักษณะเป็นการให้เงินอุดหนุน แบบให้เปล่าแก่เกษตรกร ไม่ได้ช่วยสนับสนุนการยกระดับผลิตภาพของภาคเกษตร

 รัฐบาลก็เคยมีแนวทางควบคุมยอดคงค้างให้อยู่ภายใต้กรอบเพดานที่ 32% โดยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นชอบกำหนดแนวทางการกำกับการใช้ มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงปลัดกระทรวงทุกกระทรวง เรื่อง แนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 และสิ่งที่ส่งมาด้วย 1.ภาพถ่ายสำเนาหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0505/32315 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2568 2.รายละเอียดข้อมูลประกอบการพิจารณาอนุมัติการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561

 ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวระบุว่า ด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นชอบแนวทาง

ในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ) ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง (สิ่งที่ส่งมาด้วย 1) กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า แนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

1.เป็นการดำเนินการที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย และอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายนั้น และ

2.เป็นการดำเนินการที่เป็นไปเพื่อฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยหรือการก่อวินาศกรรม และ

 3.เป็นการดำเนินการที่ไม่สามารถขอรับจัดสรรงบประมาณตามปกติ รวมถึงไม่สามารถขอรับจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นได้ และ

 4.เป็นการดำเนินการที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกรตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 หรือเป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกันสำหรับสินค้าหรือกิจกรรมใดๆ ให้กับ

ผู้ประกอบการ หรือประชาชนโดยตรง

ทั้งนี้ หน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องนำส่งรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ (สิ่งที่ส่งมาด้วย 2) มายังกระทรวงการคลัง เพื่อให้กระทรวงการคลังพิจารณานำเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ของโครงการก่อนหน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

 จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามแนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ด้วยแล้ว

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 นายธวัชชัย จันทร์ไพศาลสิน ที่ปรึกษาประจำสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็เคยมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0505/ว(ล) 25688 ถึงหน่วยงานต่างๆ เรื่องการจัดทำมาตรการ/โครงการเพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร

 ทั้งนี้ หนังสือระบุว่า ด้วยในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์ม และอ้อย รวมถึงพัฒนาภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็งและเกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ทำให้เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชดังกล่าวสามารถประกอบอาชีพของตนได้อย่างมีศักยภาพ มีรายได้พอเพียงแก่การดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน โดยไม่เป็นภาระต่อภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือดูแล ชดเชยเกินจำเป็น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดเป็นหลักการว่า ในการจัดทำมาตรการ/โครงการเพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและภาคเกษตรต่อจากนี้ไป ให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร และให้พิจารณาดำเนินมาตรการ/โครงการในลักษณะที่เป็นการสนับสนุนการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคการเกษตร การพัฒนาภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน หรือเป็นการยกระดับกระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ของตนเองได้อย่างเพียงพอได้ในระยะยาว และดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความยั่งยืนต่อไป

  แต่ดูเหมือนว่าแนวทางที่รัฐบาลจะพยายามกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ไม่ค่อยจะได้ผล เพราะรัฐบาลเองก็มีข้อจำกัดในการใช้งบประมาณรายจ่ายตามปกติ ที่หนี้สาธารณะใกล้จะชนเพดานที่ 70% ของจีดีพีแล้ว จึงมักจะใช้ช่องทางผ่านมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ คณะกรรมาธิการฯ จึงต้องส่งเสียงท้วงติงอีกทางหนึ่ง เผื่อจะช่วยกระตุกรัฐบาลให้คิดได้บ้าง

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ACT จัดงานต้านโกงปี 69 หอการค้าชูแก้กฎ-'ชัชชาติ' ย้ำเทคโนโลยีปิดช่อง
ACT จัดงานต้านโกงปี 69 หอการค้าชูแก้กฎ-'ชัชชาติ' ย้ำเทคโนโลยีปิดช่อง