News Logo
หน้าแรก
'ไอ้โม่ง' ป้องกลุ่มทุนคอยสกัด ร่าง พรบ.อากาศสะอาดส่อไม่ได้ไปต่อ

'ไอ้โม่ง' ป้องกลุ่มทุนคอยสกัด ร่าง พรบ.อากาศสะอาดส่อไม่ได้ไปต่อ

30 มี.ค. 2569 14:26
ผู้ชม 100 คน

ผู้เสนอร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชนเตรียมใช้สิทธิตาม มาตรา 14 พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ยื่นประธานรัฐสภา ภายใน 120 วัน เพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้ต่อ หลังได้รับสัญญาณลบว่ามี 'ไอ้โม่ง' ที่ปกป้องกลุ่มคอยพยามขัดขวาง และรัฐบาลชุดใหม่อาจไม่เสนอให้ประธานรัฐสภาหยิบร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาต่อ

รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทย และนายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เปิดเผยกับ Next News ว่า ขณะนี้ได้รับสัญญาณที่น่าเชื่อถือจากหลายฝ่ายว่า รัฐบาลชุดใหม่อาจจะไม่เสนอให้ประธานรัฐสภาหยิบร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ.... หรือ ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ขึ้นมาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน หลังการประชุมรัฐสภานัดแรก

ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ต่อ ผู้เสนอร่างฉบับประชาชนมีสิทธิตาม มาตรา 14 พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่จะยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ภายใน 120 วัน เพื่อให้ร่างที่ค้างอยู่กลับเข้าสู่กระบวนการตามข้อบังคับการประชุมได้ แต่จะต้องถอยกลับไปเริ่มที่วาระ 1 สภาผู้แทนราษฎร และรอให้รัฐบาลหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องยื่นร่างประกบ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมอีกครั้ง

“หากรัฐบาลไม่หยิบร่างขึ้นมา เราก็หยิบไปเสนอเอง แล้วแต่ประธานรัฐสภาจะรับหรือไม่ ซึ่งแว่วมาว่านิติกรในสภาฯ กำลังตีความมาตรา 14 เพราะเรื่องนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นการหยิบมาตรานี้มาใช้ครั้งแรก ซึ่งตามมาตรา 14 วรรค 2 เห็นเป็นอื่นไม่ได้ นี่เป็นการตอกย้ำสิทธิให้ประชาชนร่วมกันออกกฎหมาย ไม่ใช่ทำแค่พิธีกรรม แต่ต้องมีกระบวนการที่ต่อเนื่องให้เห็นผลด้วย

"การสกัดกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมมักมีกลุ่มทุนขวางตลอด เพราะเป็นต้นทุนที่เขาต้องจ่าย (ค่ามลพิษ) แต่กลายเป็นว่าให้ประชาชนต้องมาเป็นผู้จ่ายเอง แล้วรัฐก็ควักภาษีมาเยียวยาความเสียหาย ซึ่งถือเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจน" รศ.คนึงนิจ ซึ่งทำหน้าที่รองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... คนที่หนึ่ง เมื่อสมัยสภาฯ ชุดที่แล้ว ระบุ

นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่มีการรณรงค์ผลักดันกฎหมายกระทั่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ มีกระบวนการสกัดร่างกฎหมายอากาศสะอาดมาต่อเนื่อง เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือดักทางไม่ให้ทุนเอาเปรียบ หรือ Green Washing (ฟอกเขียว)

"หลังร่างกฎหมายผ่านวาระ 2 และ 3 จากสภาผู้แทนฯ ก็มีการตั้งทีมเข้ามาเป็นกรรมาธิการ เลือกฝั่งที่ใช่ออก (ฝั่งสนับสนุนร่างกฎหมาย) เอาฝั่งที่ไม่ใช่ไปเป็น (ฝั่งคัดค้าน) มีทั้งคนที่เป็นตัวแทนในสภาหอฯ สภาอุตฯ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ระดับจังหวัด ตั้งที่ปรึกษาเข้ามาเพื่อใช้เวลาอภิปรายให้นานกว่ากรรมาธิการสายหลัก รวมถึงการขอให้ขยายเวลาการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภาก็เป็นสัญญาณหนึ่งของการขัดขวาง แต่ก็ยุบสภาไปก่อน

"พวกเขาเข้าใจ แต่มีผลประโยชน์บังตา เรื่องนี้มี ‘ไอ้โม่ง’ ที่อยู่เบื้องหลังแน่นอน เหมือนเรื่องน้ำมัน ซึ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่อยู่ทั้งในวุฒิสภา และในกลุ่มที่บางคนอ้างว่าเป็นภาคประชาชน แต่จริงๆ ไม่ได้อยู่ในภาคประชาชน"  รศ.คนึงนิจ ระบุ

สำหรับ มาตรา 14 วรรคสอง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ระบุว่า บรรดาร่างพระราชบัญญัติที่เสนอตามพระราชบัญญัตินี้และต้องตกไป เพราะเหตุอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปมิได้ร้องขอให้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถ้าภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่เรียกประชุม รัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ผู้แทนของผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา 11 ยืนยันเป็นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป ให้ถือว่าเป็นการเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติใหม่ และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ด้าน รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการอากาศสะอาดฯ ชุดที่ผ่านมา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเนื้อหาระบุว่า เช้าวันที่ 30 มีนาคม 2569 การเผาป่าในภาคเหนือสาหัสขั้นวิกฤต และเป็นการเผาในประเทศหนักขึ้นกว่าเดิม ขณะที่เผานอกประเทศลดลง โดยค่าฝุ่นพิษอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก และระดับเสี่ยงอันตรายที่ทุกคนอาจได้รับผลกระทบด้านสุขภาพที่รุนแรงขึ้น

อีกทั้ง หลายพื้นที่ในภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก ตะวันตก และภาคใต้ ค่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ และไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มที่ไวต่อมลพิษทางอากาศ หรือกลุ่มที่แพ้อากาศง่าย

ทั้งนี้ แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นพิษยังคงมาจากการเผาในพื้นที่โล่งแจ้ง โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และภาคเกษตรทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ผสมกับฝุ่นพิษในพื้นที่จากแหล่งกำเนิดในภาคยานยนต์และภาคอุตสาหกรรม จากข้อมูลจุดความร้อนที่รายงานโดย GISTDA วันที่ 30 มีนาคม ประเทศไทยเผาหนักขึ้นจากวันก่อนหน้า 4,291 จุด เป็น 4,327 จุด และเผาเพิ่มอย่างต่อเนื่องตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ในขณะที่ เมียนมาและ สปป.ลาว เผาลดลงเหลือ 6,863 และ 3,046 จุด ตามลำดับ สำหรับประเทศไทย พื้นที่ป่ามีการเผาหนักมากต่อเนื่องถึง 3,824 จุด ตามด้วยการเผาในภาคเกษตร โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เผาครองแชมป์ในภาคเกษตรที่ 187 จุด ตามด้วยนาข้าว 99 จุด และอ้อย 26 จุด ตามลำดับ

รศ.วิษณุ ระบุว่า การเผาเกิดขึ้นเป็นวงกว้างมากจนยากจะแก้ไข เนื่องจากที่ผ่านมาเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก ขาดระบบ ทรัพยากร และงบประมาณในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ต่อเนื่อง ทันการณ์ และเพียงพอ ได้เวลาหรือยังที่รัฐบาลใหม่จะรีบผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ที่ใช้แก้ปัญหาได้จริงให้เร็วที่สุด?

นอกจากนี้ รศ.วิษณุ ระบุด้วยว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ไม่ถูกถอดเขี้ยวเล็บจะช่วยทำให้มีหน่วยงานภาครัฐมาช่วยจัดทำฐานข้อมูล ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และบัญชีการระบายสารมลพิษทางอากาศ, หน่วยงานต่างๆ ของรัฐเอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นหน้าที่, หน่วยงานภาครัฐต่างๆ สามารถทำงานแบบบูรณาการร่วมกันได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นกว่าเดิมที่ต่างคนต่างทำตามภารกิจของตนเอง และมีงบประมาณที่สนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ต่อเนื่อง ทันการณ์ และเพียงพอ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายอากาศสะอาด
ร่างพรบ.อากาศสะอาด
มลพิษอากาศ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย