'สุชาติ' ระบุว่าการใช้ 5 นโยบายหลักแก้ไฟป่าทำให้จุดความร้อนภาคเหนือลดกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สั่งยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ทั้งประกาศปิดป่าในพื้นที่เสี่ยง เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน และขอความร่วมมือประชาชนงดเผาป่าอย่างเด็ดขาด
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่สองตามมอบหมายของนายกรัฐมนตรี เพื่อขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาวิกฤตไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ โดยระบุว่า แม้สภาวะความแห้งแล้งสะสมและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลุกลามของไฟป่า แต่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้สถิติจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ เป็นผลจากการสนับสนุนปฏิบัติการดับไฟทางอากาศโดยอากาศยานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และของกระทรวง ทส. ทำให้เข้าถึงพื้นที่สูงชันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ขอชื่นชม 'เชียงใหม่โมเดล' โดยเฉพาะศูนย์ War Room ของ อบจ.เชียงใหม่ ที่นำเทคโนโลยี Real-time มาใช้ ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-driven) ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงสภาลมหายใจภาคเหนือที่ร่วมมือในการแก้ปัญหาไฟป่า
อย่างไรก็ตาม ทส. ได้ใช้ 5 นโยบายหลักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ประกอบด้วย ดังนี้
ยุทธศาสตร์บูรณาการไร้รอยต่อ : มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า โดยก้าวข้ามขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน และยึดการบริหารจัดการของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลาง
ยกระดับเครือข่ายเฝ้าระวัง : เสริมความเข้มแข็งของจุดสกัด 3,895 จุดทั่วประเทศ โดยปรับทัศนคติให้คนในพื้นที่เป็น “ผู้รักษาป่า” เพื่อความสมดุลของระบบนิเวศและสุขภาวะของคนไทยทั้งประเทศ
พัฒนาสมรรถนะและสวัสดิการเจ้าหน้าที่ : เร่งรับสมัครกำลังสำรองเพื่อสนับสนุนชุดปฏิบัติการพิเศษ “เหยี่ยวไฟ” และ “เสือไฟ” โดยเน้นการผสมผสานความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่อาวุโสและความแข็งแกร่งของคนรุ่นใหม่ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานที่ลดค่า Hotspot ได้อย่างเป็นรูปธรรม
นวัตกรรมเทคโนโลยีและปฏิบัติการทางอากาศ : สนับสนุนการติดตามสภาวะป่าผ่านภาพถ่ายดาวเทียมและระบบ War Room พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและมาตรฐานการปฏิบัติงานของนักบินในภารกิจเสี่ยงภัย
มาตรการทางกฎหมายและการสื่อสารที่โปร่งใส : บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและปิดพื้นที่ป่าที่เสี่ยงต่อการลักลอบเผา แต่ยังคงผ่อนปรนแก่ชุมชนที่ให้ความร่วมมือตามระเบียบ พร้อมเน้นการสื่อสารข้อมูลสถิติที่เป็นจริงและตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน
นายสุชาติ กล่วด้วยว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่าต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันทั้งทหาร ตำรวจ ท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยจากที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนถึงความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นควัน จะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับรัฐบาลโดยเร่งด่วน เพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณลงสู่พื้นที่ภาคเหนือให้มากขึ้นและยั่งยืนให้สอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ในแต่ละปี
นอกจากนี้ รมว.ทส. ยังได้กล่าวว่าสถิติการดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงกลางเดือนมีนาคม 2569 พบว่า จำนวนจุดความร้อนลดลงถึงร้อยละ 56.06 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดในปัจจุบัน ทำให้ต้องยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด
ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุข้อมูล ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 (รอบเช้า) พบจุดความร้อนสะสมทั่วประเทศรวม 62,877 จุด โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มป่าเขื่อนภูมิพล, กลุ่มป่าแม่ยม, กลุ่มป่าศรีลานนา-แม่ลาว, กลุ่มป่าถ้ำผาไท และกลุ่มป่าเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เขาสูงชันที่ต้องใช้อากาศยานสนับสนุน
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้สั่งการยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ทั้งการประกาศปิดป่าในพื้นที่เสี่ยง เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน และขอความร่วมมือประชาชนงดเผาป่าอย่างเด็ดขาด
อ่านประกอบ: https://www.nextnewsth.com/th/envi-health/pollution/69cb8bea5d36ded613abd5e3?v=1774947768718




