News Logo
หน้าแรก
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย

2 เม.ย. 2569 19:03
ผู้ชม 37 คน

เครือข่ายอากาศสะอาดแถลงหักล้าง ‘ศุภชัย ใจสมุทร’ สส.ภูมิใจไทย 10 ประเด็นรวด ยันการตั้งหน่วยงานใหม่ไม่ซ้ำซ้อนกับกรมควบคุมมลพิษ ทั้งภาครัฐ ประชาชน และธุรกิจต้องแบกต้นทุนจากฝุ่น PM2.5 ความเสียหายต่อครัวเรือนไทยอยู่ที่ 1.37–2.17 ล้านล้านบาทต่อปี ถ้า ‘ผู้ก่อมลพิษไม่ต้องจ่าย’ เท่ากับยอมให้คนไทยทั้งประเทศจ่ายแทน

กลุ่ม Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด ซึ่งได้ทุนสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) และเป็นหนึ่งในเครือข่ายผลักดันร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ.... ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุว่า ในวันที่กฎหมายอากาศสะอาดถูกตั้งคำถามและมีคนลุกขึ้น ‘เบรก’ กฎหมายฉบับนี้ จึงนำเสนอ 10 ประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นการตอบคำถามที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ได้ในสภาฯ ไม่สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้รวม 8 ข้อ ดังนี้

8-เหตุผล-ภท

ศุภชัย ใจสมุทร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ไม่สนับสนุนร่างกฎหมายอากาศสะอาด 8 ข้อ

ประเด็นที่ 1: กฎหมายซ้ำซ้อน: ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับจริง  (สิ่งแวดล้อม / สาธารณสุข / โรงงาน ฯลฯ) แต่ “ไม่มีฉบับไหนรับผิดชอบอากาศแบบครบวงจร” ผลคือหน่วยงานโยนกันไปมา ไม่มีใคร “ต้องรับผิด” ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภาไม่ได้ยกเลิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง หรือจราจรแบบเหมารวม แต่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายแม่บทด้านอากาศสะอาดเพื่อแก้ปัญหาความกระจัดกระจายของระบบเดิม

ตัวร่างมาตรา 3 เขียนชัดว่า ถ้ามีกฎหมายอื่นขัดหรือแย้งกัน หรือมีกฎหมายเฉพาะที่ตั้งมาตรฐานคุณภาพอากาศต่ำกว่า ให้ใช้ พ.ร.บ. นี้แทน เท่ากับเป็นกติกาเพื่อเชื่อมและยกระดับมาตรฐาน ไม่ใช่สร้างความสับสนใหม่ ปัญหาของไทยวันนี้ไม่ใช่ขาดกฎหมายรายฉบับ แต่ขาดกฎหมายที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ เดินไปในทิศทางเดียวกัน

พ.ร.บ.อากาศสะอาด = บูรณาการ ไม่ใช่ซ้ำซ้อน

ประเด็นที่ 2 คณะกรรมการเยอะเกิน: คณะกรรมการถูกออกแบบตามความจำเป็น และความเหมาะสม เพื่อให้ทำงานครบทุกระดับ คณะกรรมการนโยบายกำหนดเป้าหมายและทิศทาง คณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล คณะกรรมการวิชาการกำหนดฐานวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ออกแบบค่าธรรมเนียมและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และคณะกรรมการจังหวัดทำแผนและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง

อีกทั้งยังบังคับให้มีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้งด้วย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญวางหลักว่ากฎหมายต้องมีเท่าที่จำเป็นและต้องประเมินผลกระทบ แต่ไม่ได้ห้ามการมีกลไกหลายชั้นโดยตัวมันเอง ดังนั้น ถ้าหน้าที่ต่างกันและตอบโจทย์การปฏิบัติจริง ก็ไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่คือการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ

ประเด็นที่ 3 ตั้งหน่วยงานใหม่สิ้นเปลือง: นี่ไม่ใช่การ “ตั้งหน่วยงานใหม่จากศูนย์” แต่คือการ “อัปเกรดโครงสร้างเดิมให้ทำงานได้จริง” ร่างกฎหมายกำหนดชัดว่าถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร จากกรมควบคุมมลพิษมารวมเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านอากาศสะอาด

เป้าหมายคือ ลดความกระจัดกระจาย เพิ่มเอกภาพในการทำงานตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน นี่คือการ “ใช้ทรัพยากรเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ไม่ใช่การเพิ่มภาระงบประมาณ ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ. ฯ ได้ให้กรมควบคุมมลพิษทำหน้าที่สำนักงานไปพลางก่อน และค่อยโอนเฉพาะภารกิจ คน งบประมาณ และทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการจัดการคุณภาพอากาศภายใน 2 ปี

บทบาทของสำนักงานฯ ก็ไม่ใช่แค่กรมควบคุมมลพิษชื่อใหม่ แต่เป็นหน่วยเลขานุการกลางที่ต้องเชื่อมคณะกรรมการต่างๆ ประสานหน่วยงานหลายกระทรวง บูรณาการแผนและงบประมาณ จัดระบบข้อมูล และให้คำปรึกษาเพื่อให้คนปฏิบัติตามกฎหมายได้จริง ถ้ายังใช้โครงสร้างเดิมแบบต่างคนต่างทำ เราก็จะได้ปัญหาเดิมคือไม่มีใครรับผิดชอบทั้งระบบ

ประเด็นที่ 4 เจ้าพนักงานมีอำนาจมากเกินไป : ปัญหาวันนี้คือ รัฐไม่มีเครื่องมือพอจะเอาผิดผู้ก่อมลพิษได้จริง กฎหมายนี้จึงเพิ่มอำนาจ “เท่าที่จำเป็น” เพื่อหยุดมลพิษร้ายแรง ปิดช่องหลบเลี่ยง ขยายความรับผิดให้ครอบคลุมทั้งระบบ เจ้าพนักงานอากาศสะอาดมีหน้าที่ เข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ สั่งแก้ไข หรือ “ระงับ” การกระทำที่ก่อมลพิษร้ายแรง (ชั่วคราว)

ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน (ประชาชนในพื้นที่) คือกลไกใหม่ที่สำคัญเป็น “หูเป็นตา” ของชุมชน ร่วมตรวจสอบ แจ้งเหตุ และเก็บหลักฐานได้รับการฝึกอบรมและการคุ้มครองจากรัฐ จุดสำคัญคือ “ไม่ได้เพิ่มอำนาจลอยๆ” แต่สร้างระบบที่มีทั้งอำนาจ + การมีส่วนร่วม + การตรวจสอบ

ประเด็นที่ 5. กังวลกระทบเศรษฐกิจ : ความกังวลเกิดจากการมองเศรษฐกิจ “แค่ครึ่งเดียว” วันนี้เศรษฐกิจไทย “กำลังเสียหายอยู่แล้ว” จากอากาศพิษ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นมหาศาล แรงงานเจ็บป่วย ประสิทธิภาพลดลง การท่องเที่ยวเสียโอกาสจากภาพลักษณ์ประเทศ

สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนจริง” ที่ทั้งรัฐ ประชาชน และธุรกิจ กำลังแบกรับอยู่ทุกวัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แท้จริงถูกออกแบบโดยกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อ “พาเศรษฐกิจไทยไปต่อได้ในระยะยาว” ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย แต่มีแรงจูงใจ มีทางออกให้เปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้

นี่คือ การออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตได้ “โดยไม่ทำลายคน” และแข่งขันได้ “ในโลกอนาคต” ต้นทุนของมลพิษวันนี้ไม่ได้เป็นศูนย์ เราแค่ผลักมันไปให้ครัวเรือน โรงพยาบาล และผู้เสียภาษีแบกรับแทน

งานวิจัยได้ประเมินความเสียหายจาก PM2.5 ต่อครัวเรือนไทยไว้ 1.37–2.17 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้น การบอกว่าไม่ควรเก็บจากผู้ก่อมลพิษเท่ากับยอมให้คนไทยทั้งประเทศจ่ายแทนต่อไป หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายของ OECD ก็มีแก่นตรงนี้ คือผู้ก่อมลพิษควรเป็นฝ่ายจ่ายก่อน เพื่อให้ต้นทุนสิ่งแวดล้อมเข้าไปอยู่ในการตัดสินใจของผู้ผลิตและผู้บริโภค ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมอุดหนุนมลพิษแบบเงียบๆ

ยิ่งกว่านั้น ร่าง พรบ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภานี้ไม่ได้ใช้แต่ “ไม้แข็ง” อย่างค่าธรรมเนียมอย่างเดียว แต่ใช้ “ชุดเครื่องมือผสม” ทั้งค่าธรรมเนียม หลักประกันความเสี่ยง ระบบฝากไว้ได้คืน สิทธิในการลดหย่อน/ขอคืน/ยกเว้น และมาตรการอุดหนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่าน

โดยอัตราค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้กำหนดมั่วๆ แต่ให้คำนึงถึงปริมาณมลพิษ ความเป็นพิษ สภาพปัญหาแต่ละพื้นที่ ผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม และทางเลือกของผู้ประกอบการด้วย อีกทั้งการจัดเก็บก็ผูกกับระบบสรรพสามิต ศุลกากร หรือระบบจัดเก็บเดิมเพื่อลดภาระธุรการ ไม่ใช่ให้ธุรกิจไปเจอระบบใหม่ซ้อนระบบเดิมทันที

ต่างประเทศจำนวนมากก็ใช้แนวคิดนี้อยู่แล้ว เช่น ประเทศไต้หวันมีระบบ air pollution control fees ที่คิดตามชนิดและปริมาณมลพิษ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการปล่อยมลพิษทางอากาศเพื่อให้หน่วยงานมีงบประมารพอทำงานและกำหนดให้รายได้นั้นใช้กับงานใบอนุญาตโดยตรง

ญี่ปุ่นก็มีระบบชดเชยความเสียหายจากมลพิษที่อิงหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “จะเก็บหรือไม่เก็บ” แต่คือ “จะออกแบบอัตรา การทยอยใช้ และกองทุนช่วยเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้เป็นธรรมและแข่งขันได้”

ประเด็นที่ 6. กลไกไม่ชัด: “ปัญหาฝุ่นของไทยไม่มีสูตรสำเร็จรูป” มันสะสมมานานหลายสิบปีจากโครงสร้างรัฐที่แยกส่วนและแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็น “คู่มือสำเร็จรูปทุกมาตรา” แต่เป็น “กฎหมายแม่บท” ที่วางระบบใหม่ทั้งประเทศเพื่อให้หน่วยงานทำงานประสานกัน มีอำนาจ + งบประมาณ ไปแก้ที่ต้นเหตุ ปรับมาตรการได้ตามสถานการณ์จริง กฎหมายนี้วาง “สิทธิ” เป็นหัวใจหลักตั้งแต่ต้นและเป็นการออกแบบให้กฎหมาย “ใช้ได้จริงในโลกจริง” และแก้ปัญหาระยะยาว ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้าแล้ววนกลับมาวิกฤตซ้ำอีกครั้ง

กฎหมายด้านอากาศและสุขภาพหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีทั้งบทแม่บทและกฎหมายลำดับรอง เพราะเรื่องอย่างมาตรฐานสารมลพิษ ดัชนีเตือนภัย วิธีคำนวณ หรือรายละเอียด MRV เป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องปรับตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ซึ่งเปลี่ยนได้ เช่น WHO เองก็ออก Global Air Quality Guidelines ฉบับใหม่ในปี 2021 บนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่อัปเดตขึ้น

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภานี้จึงวางสิทธิ หน่วยงาน เครื่องมือ หลักเกณฑ์สำคัญ และกลไกการตรวจสอบไว้ในตัว พ.ร.บ. แล้วปล่อยให้รายละเอียดเทคนิคไปอยู่ในกฎกระทรวงหรือประกาศ ซึ่งเป็นวิธีปกติของกฎหมายเทคนิค

 ประเด็นที่ 7. จำกัดสิทธิของประชาชนโดยไม่มีความชัดเจน: พูดกันตรงๆ วันนี้ “สิทธิของประชาชนทั้งประเทศ” กำลังถูกละเมิดทุกวันที่หายใจ แต่กฎหมายเดิม เอาผิดใครไม่ได้เลย กฎหมายนี้ไม่ได้มาจำกัดสิทธิคนทั่วไป แต่มาจำกัดสิทธิของ “ผู้ก่อมลพิษ” เพื่อคืนสิทธิพื้นฐานให้คนทั้งประเทศ แล้วการคัดค้านกฎหมายทั้งฉบับกำลังปกป้อง “สิทธิของใคร” กันแน่?

 ประเด็นที่ 8. ระบบค้ามลพิษไม่เหมาะกับไทย: นี่คือการ “กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด” ทั้งที่ในกฎหมายเขียนชัดว่ายังไม่ใช้ทันที ต้องออกแบบก่อน และระบบนี้ใช้จริงมาแล้วในหลายประเทศ ในรูปแบบของค่าธรรมเนียม + ระบบซื้อขายมลพิษคำถามจริงไม่ใช่ “ควรมีไหม” แต่คือ “ไทยจะออกแบบให้ทันโลกได้หรือเปล่า”

ถ้าไทยจะเอาระบบซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษมาใช้ทั้งประเทศแบบทันที โดยยังไม่มีข้อมูล ไม่มีทะเบียนกลาง และไม่มีระบบตรวจวัดตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ก็มีโอกาสล้มเหลวสูง แต่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภาไม่ได้บังคับใช้แบบนั้น ร่าง พ.ร.บ. เปิดให้ใช้เครื่องมือนี้เฉพาะพื้นที่ที่มีมลพิษเกินศักยภาพการรองรับ หรือไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศ และต้องมีจำนวนแหล่งกำเนิดที่เกี่ยวข้องเพียงพอ

อีกทั้งต้องกำหนดเพดานปริมาณการปล่อย (cap) ชนิดสารมลพิษ วิธีจัดสรรสิทธิ ระบบรายงานและตรวจสอบ ระบบทะเบียนกลาง และอำนาจสั่งแก้ไขหรือระงับเมื่อไม่ปฏิบัติตาม

ประสบการณ์สากลก็ไม่ได้บอกว่าระบบการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) ใช้ได้ทุกที่โดยอัตโนมัติ แต่บอกชัดว่า ถ้าจะใช้ต้องมี MRV ที่แข็งแรงก่อน USEPA ประเมินว่า Acid Rain Program ซึ่งเป็น cap-and-trade ลด SO2 และ NOx ได้มาก พร้อมต้นทุนต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ และ USEPA เองก็อธิบายว่าระบบลักษณะนี้ให้ความยืดหยุ่นในการเลือกวิธีลดมลพิษที่คุ้มต้นทุนที่สุด

ขณะเดียวกัน ICAP ก็ย้ำชัดว่า ข้อมูลการปล่อยมลพิษที่น่าเชื่อถือเป็นฐานรากของระบบการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ และใน EU ETS รายงานการปล่อยมลพิษต้องผ่านผู้ตรวจสอบอิสระที่ได้รับการรับรองก่อนใช้ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นคำตอบที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ ไทยไม่ควรลอกยุโรปทั้งหมด แต่ก็ควรเก็บเครื่องมือนี้ไว้ใช้ใช้เฉพาะกับแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ที่วัดได้จริง

ประเด็นที่ 9.โทษอาญารุนแรง/ใช้จริงยาก: ความรุนแรงต้องเทียบระหว่างผลของการกระทำกับระดับของการกระทำ ลองถามง่าย ๆ การปล่อยมลพิษที่ทำให้:

- คนป่วย

- คนตาย

- เด็กมีปัญหาพัฒนาการ

แบบนี้ “ไม่รุนแรง” ใช่ไหม? แต่พอจะเอาผิด กลับบอกว่าโทษแรงไป หรือจริงๆ แล้ว เราแค่ชินกับการ “ไม่เคยเอาผิดใครได้จริง” มานานเกินไป

ข้อกล่าวหานี้พูดไม่ครบ เพราะในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภา บทลงโทษเฉพาะกรณีมลพิษข้ามแดนไม่ได้วางเป็นโทษจำคุก แต่เป็นโทษปรับและปรับรายวัน ส่วนที่มีโทษอาญาหนักจริงๆ ในร่าง พ.ร.บ. มักเป็นกรณีปล่อยเกินมาตรฐานในประเทศ ฝ่าฝืนคำสั่ง หรือส่งข้อมูลเท็จ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่พิสูจน์ได้และสร้างอันตรายต่อสุขภาพโดยตรง ดังนั้น การบอกว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเอาโทษอาญาหนักไปใช้กับคดีข้ามแดนอย่างกว้างขวางจึงไม่ตรงกับตัวบท

สำหรับเรื่องพิสูจน์ยากนั้น เห็นด้วยว่าเป็นโจทย์จริง เพราะคดีข้ามแดนต้องอาศัยหลักฐานวิทยาศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และความเชื่อมโยงทางธุรกิจมากกว่าคดีทั่วไป แต่ร่าง พ.ร.บ.ฯ ก็ไม่ได้พึ่งโทษอาญาอย่างเดียว ยังมีหมวดความรับผิดทางแพ่ง มาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบย้อนกลับ มาตรการนำเข้า-ส่งออก และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่แล้ว

ดังนั้น แนวทางที่เป็นมืออาชีพกว่าคือ อการใช้โทษทางอาญาเป็นกลไกสนับสนุน โดยให้น้ำหนักหลักกับมาตรการทางแพ่ง ทางปกครอง มาตรการเชิงเศรษฐศาสตร์ และการทูต ในการจัดการคดีข้ามแดนแดน

ประเด็นที่ 10 ไม่สอดคล้องกฎหมายสากล: เป็นการกล่าวหาที่ประหลาดที่สุด กฎหมายฉบับนี้ใช้หลักการเดียวกับที่ทั่วโลกใช้และที่สำคัญ ถูกพัฒนาในสภาโดยคณะกรรมาธิการที่มีหลายพรรคการเมือง รวมถึง “พรรคที่ออกมาตั้งคำถามในวันนี้” ถ้าบอกว่าไม่สากล แปลว่า เรากำลังบอกว่า ทั้งโลก “ผิด” อยู่หรือ?

สำหรับประเด็นที่นายศุภชัยได้อภิปรายในสภาฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอเนื้อหาไว้ในเว็บไซต์ของพรรคภูมิใจไทย มีเนื้อหาสรุปว่า ที่ สส.หลายคนอภิปรายว่า รัฐบาลควรหยิบร่างกฎหมายฉบับขึ้นมาพิจารณาต่อให้แล้วเสร็จและบังคับใช้ เห็นว่าไม่ควรเร่งรัดบังคับใช้ ด้วยเหตุผลดังนี้

1. ซ้ำซ้อนกับกฎหมายหลายฉบับ 2.มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดเกินความจำเป็น 3.จัดตั้งหน่วยงานใหม่โดยไม่จำเป็น ซ้ำซ้อนกับกรมควบคุมมลพิษ และสร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น 4.ให้อำนาจเจ้าพนักงานเกินสมควร 5. การจัดเก็บค่าธรรมเนียม และระบบประกันความเสี่ยงจะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนมหาศาลให้ภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

6. กลไกที่ไม่ชัดเจน ถือเป็นการจำกัดสิทธิประชาชนโดยไม่มีความชัดเจนในตัวกฎหมายเอง  7.ระบบการตลาดและการใช้บังคับค้ามลพิษอาจไม่เหมาะกับไทย การนำแนวคิดการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) มาใช้แบบยุโรป อาจไม่ช่วยให้อากาศสะอาดขึ้นจริงหากระบบกำกับดูแลยังไม่เข้มแข็งพอ และ 8.โทษอาญารุนแรง การพิสูจน์มลพิษข้ามพรมแดนเพื่อลงโทษทางอาญานั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติและอาจขัดต่อหลักสากล

อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้การอภิปรายไม่สนับสนุนร่างพ.ร.บงอากาศสะอาดของนายศุภชัย ถูกโจมตีในสื่อสังคมออนไลน์อย่างมาก โดยนายศุภชัยได้อธิบายผ่านสื่อบางแห่งว่า สิ่งที่อภิปรายไปไม่ได้ทำในนามส่วนตัว เพราะพรรภูมิใจไทยยังไม่ได้ประชุมกันในเรื่องนี้ แต่ก็ยังยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายอากาศสะอาด
ฝุ่น PM2.5
ร่างพรบ.อากาศสะอาด



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอกนิติ' ให้คำมั่นราคาน้ำมันลดลงแน่ รอเคาะหั่นค่าการกลั่น-จบ 6 เม.ย.
'เอกนิติ' ให้คำมั่นราคาน้ำมันลดลงแน่ รอเคาะหั่นค่าการกลั่น-จบ 6 เม.ย.