'อนุทิน' สั่งการแต่งตั้ง 'คณะกรรมการแก้ปัญหาสาธารณภัยภาคเหนือ' โดยให้ 'ทรงศักดิ์ ทองศรี' นั่งประธาน พร้อมสั่งให้ 10 กระทรวงบูรณาการเร่งแก้ปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 วางแผนป้องกันอุทกภัยและภัยแล้งที่คาดว่าปีนี้จะเกิดขึ้นเร็ว ปภ.แจ้งแนวปฏิบัติทุกจังหวัดในการใช้จ่ายเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) น้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ
นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือมาโดยตลอด ทราบว่ามาจาก 3 ปัจจัย 1. การเผาในพื้นที่ 2. ความกดอากาศ และ 3. การเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นต้องมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด
นอกจากนี้นายอนุทินได้สั่งการแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการแก้ปัญหาสาธารณภัยภาคเหนือ’ โดยให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการ และมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นเลขานุการ ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคณะกรรมการ และมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นเลขานุการ ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคณะกรรมการ ทั้งนี้ก็เพื่อบูรณาการการทำงานให้มีความเป็นเอกภาพ
เอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ของกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า นายกฯ ได้สั่งการให้แก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 โดยสรุปมีสาระสำคัญ ดังนี้
กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำงานร่วมกันยกระดับปฏิบัติการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยกระทรวงมหาดไทยจะรับหน้าที่หลักในการดูภาพรวมระดับจังหวัด ทั้งยังต้องใช้กลไกท้องถิ่นดำเนินการอย่างเข้มข้นและสร้างความเข้าใจกับประชาชน นอกจากนี้จะต้องมีผู้รับผิดชอบในทุกระดับ และมีการพิจารณาเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีเพื่อให้หน่วยงานเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ดาวเทียม Gistda จะสามารถหาจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลตรงนี้จะสามารถทำให้รัฐดำเนินการงดซื้อผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการด้านกำลังพลและอุปกรณ์จำเป็นในการเร่งเข้าควบคุมไฟป่า จัดทำแนวกันไฟ และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ เพื่อสกัดการลุกลามของไฟ
กระทรวงอุตสาหกรรม กำกับดูแลโรงงานต่างๆ โดยเฉพาะโรงงานน้ำตาลและเกษตรชาวไร่อ้อย รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและซังข้าวโพดให้กลายเป็น 0 และให้ผู้ประกอบการงดหรือจำกัดการรับซื้อผลผลิตที่มีที่มาจากการเผา
กระทรวงพาณิชย์ ควบคุมและระงับการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรที่มีที่มาจากการเผา
กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับมาตรการดูแลผลกระทบประชาชนทุกคนจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานกับกระทรวงการต่างประเทศสร้างความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน
ปลัดกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการห้ามประชาชนเข้าเขตอุทยานโดยเด็ดขาด และเร่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวด
หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงมอบอำนาจตามกฎหมายของส่วนราชการอย่างเบ็ดเสร็จให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเป็น Single Command (การบัญชาเดี่ยว) ในการควบคุมการแก้ไขปัญหาโดยฉับพลันเร่งด่วน
นอกเหนือจากปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าแล้ว นายกฯ ได้มีการสั่งการเพื่อป้องกันอุทกภัยและภัยแล้งที่คาดว่าปีนี้จะเกิดขึ้นเร็ว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ บริหารแผน ปรับเกณฑ์ และทำหน้าที่ในการส่งต่อข้อมูลให้กับทุกจังหวัดได้เตรียมความพร้อม
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและแก้ไขสถานการณ์สาธารณภัย โดยให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สนับสนุนการปฏิบัติงานทุกหน่วยงาน และให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาประกาศขอความช่วยเหลือ โดยผู้ว่าฯ ต้องให้ความชัดเจนแก่ท้องถิ่น
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ติดตามการตรวจสอบสถานการณ์คุณภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้งดินและน้ำ รวมถึงสัตว์น้ำและพืชผักให้เฝ้าระวังและดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดทำรายงานผลเป็นประจำเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และการหาแนวทางแก้ไข
สื่อสารให้ประชาชนทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีมาตรการเยียวยาผลกระทบต่อประชาชนในเหตุเฉพาะหน้า
ให้ผู้ว่าฯ เป็น Single Command และจัดตั้ง Warroom (ห้องประชุมเฉพาะกิจ) เพื่อพิจารณาวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ โดยการรับมือกับสถานการณ์จำเป็นต้องยืดหยุ่นและพิจารณาให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น
ดำเนินการวางแผนขุดลอกคูคลองและสิ่งกีดขวางทางน้ำทุกแห่งล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
นายอนุทิน ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งจังหวัดและ อปท. มีงบประมาณด้านการป้องกันและยับยั้งภัยพิบัติ แต่หลักเกณฑ์ตามระเบียบว่าด้วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกับข้อมูลเชิงวิชาการสาธารณสุขยังไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้ผู้ว่าฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงต้องปรับเพื่อทำให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 15 จังหวัด ซึ่งการปฏิบัติงานค่อนข้างลำบาก เนื่องจากลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ประกอบกับอากาศที่แห้งจัดและอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว และหลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน
ทั้งนี้ ปภ.ได้สนับสนุนการทำงานกับจังหวัดโดยระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัย (ด้านภัยจากไฟป่า) จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ ปภ. เขต 8 กำแพงเพชรเขต เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง เขต 15 เชียงราย และเขต 16 ชัยนาท สนับสนุนทรัพยากร รวม 89 รายการ เพื่อร่วมดับไฟป่า ทำแนวกันไฟ และลาดตระเวนเฝ้าระวังในพื้นที่ รวมถึงส่งการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell broadcast ในพื้นที่ภาคเหนือ (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 18 เม.ย. 69) รวม 47 ครั้ง และ ปภ. ยังได้ร่วมกับกองทัพบก (ทบ.) สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์บรรเทาสาธารณภัย KA-32 จำนวน 2 ลำ บินดับไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมาประจำการที่ จ. เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 69 บินทิ้งน้ำดับไฟป่าภาคเหนือแล้ว 237 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำรวมกว่า 7 แสนลิตร
นอกจากนี้ มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในภาคเหนือ กรณีอัคคีภัย ไฟป่า แล้ว รวม 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา รวม 28 อำเภอ 164 ตำบล 1,533 หมู่บ้าน 43 ชุมชน และกรณีฝุ่น PM2.5 จำนวน 3 จังหวัด จ.ลำพูน พะเยา บึงกาฬ รวม 12 อำเภอ 95 ตำบล 1,105 หมู่บ้าน 16 ชุมชน
สำหรับการประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัย กรณีอัคคีภัย ไฟป่า มี 3 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ รวม 15 อำเภอ 69 ตำบล 334 หมู่บ้าน และกรณีฝุ่น PM2.5 มี 1 จังหวัด ได้แก่ น่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จำนวน 2 ตำบล 22 หมู่บ้าน (ข้อมูล ณ 19 เม.ย. 69) พร้อมทั้งได้แจ้งแนวทางปฏิบัติในการใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีอัคคีภัยไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ให้จังหวัดทราบและเร่งดำเนินงาน
กรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจังหวัดสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อป้องกันและยับยั้งภัยพิบัติโดยไม่ต้องรอการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้บริหารจัดการได้คล่องตัวมากขึ้น และกรณีที่วงเงินทดรองราชการที่จังหวัดมีอยู่คงเหลือไม่เพียงพอให้เสนอขอขยายวงเงินทดรองราชการฯ มายังกรม ปภ. ทันที เพื่อจะได้ประสานกับกระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป




